[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เอาแต่ใจตัวเอง

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้เอาแต่ใจตัวเอง

ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

 

 

จะบอกได้อย่างไรว่าลูกเป็นเด็กชอบเอาแต่ใจตัวเอง และถ้าลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจตัวเอง เราควรหาวิธีแก้ไขอย่างไร? 
       
       คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “นี่คุณจะตามใจลูกไปถึงไหน” แล้วสิ่งใดที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเรากำลังตามใจลูกมากเกินไป เราจะหลีกเลี่ยงการกระทำแบบนี้ได้อย่างไร เราลองมาดูคำตอบกัน จากการศึกษาจาก เว็บเอ็มดี พบว่า ผู้ปกครองที่เลี้ยงลูกแบบตามใจมักจะชอบให้อะไรทุกอย่างที่ลูกขอ ทำให้ลูกขาดความเข้าใจว่าโลกภายนอกที่แท้จริงเป็นอย่างไร การเอาใจและตามใจลูกมากเกินไปคือการให้จนเหลือเฟือ มากกว่าความจำเป็น ไม่จำกัดขอบเขต หรือไม่คาดหวังให้ลูกพยายามทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการโดยเฉพาะเมื่อผ่านพ้นวัยคลานไปแล้ว 
       
       แต่ในกรณีที่ลูกเป็นเด็กทารก เราจะไม่ใช้คำว่าโอ๋ลูกหรือเอาใจลูกมากเกินไป เพราะเด็กทารกจะร้องไห้เมื่อต้องการอะไรอยู่แล้ว ไม่ใช่เกิดการเอาแต่ใจ หรือเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นการแสดงออกทางด้านการสื่อสารอย่างหนึ่ง คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้ลูกเพื่อเป็นฐานให้ลูกมั่นใจว่าโลกนี้ปลอดภัย
       
       งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าอย่างชัดเจนว่าหากผู้ปกครองสามารถตอบสนองต่อความต้องการของเด็กทารกได้เร็วเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เด็กร้องไห้ หรือต้องการอะไรบางอย่างเด็กจะมีความสุขและเป็นตัวของตัวเองได้มากในขวบปีแรก เด็กทารกจะเรียนรู้และไว้วางใจว่าทุกครั้งจะมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้วยเสมอเมื่อต้องการ
       
       คราวนี้เรามาดูกรณีเด็กวัยคลานกับพฤติกรรมเกเร ร้องไห้งอแงบ้าง กรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องเอาแต่ใจตัวเองหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะการงอแงเอาแต่ใจตัวเองของเด็กวัยคลานเป็นขั้นตอนหนึ่งของพัฒนาการของเด็กปกติในวัยนี้ เด็กจะเริ่มแยกความแตกต่างได้ และจะแสดงออกโดยใช้คำว่าไม่ นั่นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่กำหนดขอบเขตให้เด็กเลย หรือพยายามหยิบยื่นทุกอย่างที่ลูกต้องการให้ตลอดเวลา 
       
       การกอด หอมลูกวัยทารก และวัยคลาน เมื่อเวลางอแงไม่ได้หมายความว่าเรากำลังตามใจลูก คราวนี้ลองมาดูว่านี่เรียกว่า ลูกเริ่มเอาแต่ใจแล้วหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น
       
       • เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น คุณแม่เตรียมอาหารเย็นให้เรียบร้อยแล้ว แต่ลูกงอแงไม่อยากทานอาหารที่คุณแม่ทำให้ คุณแม่เลยต้องออกไปทำอาหารที่ลูกต้องการมาให้พิเศษอีก หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นครั้งหรือ 2 ครั้งคงไม่เป็นไร และแน่นอนลูกต้องได้รับอาหารที่ครบตามหลักโภชนาการ แต่หากลูกงอแงปฏิเสธอาหารที่ทำให้เกือบทุกเย็น นั่นหมายความว่าลูกเริ่มเอาแต่ใจตัวเองแล้ว
       
       • การงอแง ไม่เชื่อฟังมักเกิดขึ้นในช่วงเด็กวัยคลาน เพราะเป็นไปตามขั้นตอนพัฒนาการ แต่หากเด็กวัย 5-6 ขวบ ยกกำปั้นขึ้นใส่เพราะต้องการอะไรบ้างอย่าง นั่นแสดงให้เห็นว่าวุฒิภาวะเด็กเริ่มไม่เหมาะสมกับวัย สำหรับเด็กเล็กๆ นั้น การงอแงอาจเป็นเพียงทางเดียวเท่านั้นที่สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ แต่สำหรับเด็กโตแล้ว การงอแง ดื้อนั้นถือเป็นการเรียกร้องความสนใจและการเอาแต่ใจตัวเอง
       
       • การพึ่งคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา หากลูกไม่สามารถเข้านอนได้ นอกจากว่ามีคุณแม่อยู่ด้วย ไม่ยอมให้คุณพ่อ คุณแม่ทำอะไรได้เลย ไม่ยอมอยู่กับคุณตา คุณยายหรือพี่เลี้ยง หรือกระทืบเท้า ร้องตะโกนเมื่อเวลาจะไปโรงเรียน นั่นเริ่มแสดงถึงปัญหาแล้ว เป็นความจริงว่าลูกต้องการอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ แต่ลูกต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับคนอื่นด้วย
       
       เราอาจเปลี่ยนจากคำพูดที่ว่าลูกดื้อ เป็น ว่าลูกถูกตามใจ และ ทะนุถนอมเกินไป ลูกทำตัวเหมือนเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน นั่นอาจเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติต่อลูกเหมือนลูกเป็นเด็กทารกตลอดเวลา
       

       สัญญาณที่บอกว่าลูกเริ่มเอาแต่ใจคือลูกที่อยู่ในวัยโตกว่าวัยทารก หรือวัยคลาน แต่ชอบร้องตะโกน หวีดร้อง กัดเด็กคนอื่น นั่นแสดงให้เห็นว่า ลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับวัย ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกออกมาได้อย่างเหมาะสม นั่นเป็นสัญญาณให้เห็นว่าลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจตัวเอง
       
       6 เคล็ดลับเลี้ยงลูกไม่ให้เอาแต่ใจตัวเอง
       
       1.จัดกฎเกณฑ์กับลูกให้เหมาะสมกับพัฒนาการและวัยของเด็ก
       
       2.ตั้งกฎเรื่องความปลอดภัยให้แก่ลูก เช่น อย่าใช้นิ้วมือจับเตาไฟร้อนๆ ห้ามวิ่งเล่นที่ถนน ถือเป็นกฎเหล็ก เราจะไม่อะลุ้มอล่วยในเรื่องกฎเหล็กแห่งความปลอดภัย
       
       3.เน้นเรื่องการสร้างพฤติกรรมทางสังคมเชิงบวก โดยให้ลูกพูดคำว่า ขอโทษ หรือขอบคุณอย่างสุภาพกับเพื่อนๆ และคนขอบข้าง
       
       4.คุยกับลูกถึงพฤติกรรมที่เหมาะสมอย่างชัดเจน เด็กวัยเรียนหรือเด็กโตแล้วจะเริ่มมีสมาธิ ตัวอย่างเช่น เมื่อถามลูกว่าทำไมลูกทำอย่างนั้น ลูกอาจจะไม่สามารถตอบได้ แต่หากตั้งคำถามใหม่ว่าแม่สงสัยจังเลยว่าทำไมเกิดสิ่งนี้บ่อยจัง การตั้งคำถามปลายเปิดแบบนี้ทำให้เด็กเริ่มใช้เวลาคิด และคุณพ่อคุณแม่อาจแปลกใจกับคำตอบที่ได้รับ
       
       5.สงบ เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มหงุดหงิดต่อพฤติกรรมของลูกจะทำให้เรารู้สึกไม่ดีและควบคุมตัวเองไม่ได้ (ตอนนี้คุณพ่อคุณแม่เริ่มมีอาการเหมือนเวลาลูกเอาแต่ใจตัวเองแล้วล่ะค่ะ) และสิ่งนั้นไม่ได้สอนอะไรให้แก่ลูกเลย
       
       6.สม่ำเสมอ เมื่อพูดอะไรแล้วต้องทำตามที่พูด หากเรามีความคาดหวังพฤติกรรมอะไรให้ลูก เราต้องทำตามนั้นจริง ๆ คุณแม่จะไม่ให้ลูกเล่นของเล่นนี้อีกหากลูกไม่รักษาของ หากพูดบ่อยๆ เกิน 10 ครั้งแสดงว่าไม่ได้ผลแล้วนะคะ
       
       สิ่งที่สำคัญที่สุดคือให้เราเริ่มสอนตั้งแต่ลูกอายุยังน้อย และทำอย่างสม่ำเสมอ เข้าใจความต้องการและรู้พัฒนาการของลูกอย่างละเอียดอ่อนโดยให้อยู่ภายในขอบเขตที่เหมาะสม ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ
       
       ข้อมูลอ้างอิง
       http://www.webmd.com/parenting/guide/spoiled-child






http://www.manager.co.th


โดย: มิส  จิราณี    ทิศรีชัย
งาน: งานแนะแนว
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://www.manager.co.th

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 2

อ่าน 95 ครั้ง


ติดตามข่าวจากหน้า Facebook Fan Page
แบ่งปันหน้านี้