[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

 

couple-02


 

บทความนี้เขียนมาจากประสบการณ์และเป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ผู้อ่านที่รักควรนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตคู่ของตัวเองนะจ๊ะ  

 

6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่

 

1. ไม่ควรสร้างหนี้จากการแต่งงาน

 

สำหรับคนที่มีทุนเก่าจากทางบ้านสนับสนุนอุดหนุนเงินทองอย่างเหลือเฟือ จะจัดงานแต่งใหญ่เวอร์วังอลังการขนาดไหนก็ย่อมทำได้เพราะมีงบไม่อั้น  จัดไป!!

แต่ถ้าเรามีงบจัดงานแต่งอันน้อยนิดกระจิดริด แล้วคิดจัดงานใหญ่โต วาดฝันไว้ว่าจะนำเงินในซองของแขกมาจ่ายค่าจัดงานแต่ง ขอบอกเลยว่ายาก!! เพราะต้องมานั่งลุ้นจนตัวโก่งว่าจะพอจ่ายมั๊ย

 

เงินในซองของแขก > เงินค่าจัดงานแต่ง ==> คุ้มทุน รอดตัวไป

เงินในซองของแขก < เงินค่าจัดงานแต่ง ==> ขาดทุนต้องควักเงินตัวเองไปจ่าย

 

คราวนี้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นล่ะ ก็ไม่พ้นเรื่องการไปกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย ส่วนตัวมองว่า “ขนาดของงานแต่ง มันไม่ได้บอกถึงอนาคตของความรัก” การจัดงานแต่งงานนั้นเป็นเพียงการประกาศให้โลกรู้ว่าเราสองคนแต่งงานกันละนะ ส่วนชีวิตจริงมันเป็นการดูแลกันช่วงหลังการแต่งงานไปแล้วว่า ทั้งสองคนจะกอดคอไปกันรอดมั๊ย

มันคงเป็นเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ถ้าหนี้เล็กๆจากการแต่งงานเป็นตัวดึงให้เกิดหนี้สินอื่นๆตามมาและเป็นตัวจุดชนวนให้เกิด การทะเลาะกันในครอบครัวจนทำให้ต้องแยกทางกัน บ๊าย!!

 

2. ทำให้เงินสินสอดเติบโต

 

เงินสินสอดเป็นเงินทุนเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่จะต้องช่วยกันคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง ที่จะต้องคุยกันอย่างเปิดเผย จดบัญชีไว้รัวๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้เงินของเราสองคนเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง  ส่วนตัวผู้เขียนจัดการเงินสินสอดโดยการแบ่งไว้ 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 : 50% ของเงินสินสอด เพื่อลูก

เก็บไว้ใช้ในระยะปานกลาง คือ วางแผนเพื่อลูกในวัยเข้าเรียนชั้นอนุบาล เป็นเงินที่สำคัญจะเสี่ยงมากไม่ได้ จึงเลือกเก็บในที่ที่มีความเสี่ยงต่ำๆ และถอนออกยากๆจะได้ไม่เผลอหยิบออกมาใช้ เราเก็บไว้ที่ สลากออมสินเพราะวันที่สลากครบกำหนดอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้เงินพอดี แถมยังลุ้นถูกรางวัลอีกด้วย

 

ส่วนที่ 2 : 45% ของเงินสินสอด เพื่อเงินฉุกเฉินและเงินลงทุน

เก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉินและเงินลงทุน เราก็จะต้องอัพเดทให้ดูเรื่อยๆว่าพอร์ตลงทุนเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและช่วยกันติดตามข่าวสาร แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีความรู้เรื่องการลงทุน แล้วให้เราจัดการเองทุกอย่าง มันไม่ใช่นะ เงินของเราทั้งสองคนก็ต้องช่วยกันดูแล อย่างน้อยก็ต้องรับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันหลังจากเสียหายจากการลงทุนไปแล้ว

  • เงินฉุกเฉิน เป็นเงินระยะสั้นเอาไว้ใช้ในช่วงเร่งด่วน เก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เบิกใช้ได้สะดวก
  • เงินลงทุนเพื่อเติบโต ก็จะลงในที่ที่มีความเสี่ยงเพื่อสร้างเงินให้เติบโต เช่น การลงทุนหุ้น

 

ส่วนที่ 3  : 5% ของเงินสินสอด เพื่อสนุกสนานลั้นลา

เติมพลังให้ชีวิตก็ต้องไปเที่ยวกันบ้าง ก็แบ่งเงินสินสอดมานิดหน่อย เราตั้งไว้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ถ้าเงินสินสอดไม่พอเที่ยวก็จะต้องช่วยกันเก็บเงินเพิ่ม โดยเก็บไว้ที่ที่มี ความเสี่ยงต่ำ เราเลือกเก็บที่บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

 

3. ตั้งเป้าหมายชีวิตคู่ร่วมกัน

 

ฉันก็มีความฝันของฉัน

เขาก็มีความฝันของเขา

แต่ถ้า “ฉันและเขา” แต่งงานกัน

ก็จะต้องมีความฝันของเราร่วมกัน

 

แต่ละคนก็จะมีเป้าหมายของตัวเอง แต่พอได้แต่งงานกันแล้วก็จะต้องเพิ่มเป้าหมายของเราสองคนเข้าไปด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเรากำลังเดินจูงมือกันมุ่งหน้าไปทางไหนและตอนนี้ควรทำอะไรบ้าง เช่น วางแผนเก็บเงินซื้อบ้าน เราทั้งสองคนก็จะรู้ว่าตอนนี้กำลังจะสะสมเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายเป็นค่าดาวน์บ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์และผ่อนบ้านในอนาคต

 

สิ่งที่ควรทำ คือ การใช้จ่ายอย่างประหยัด

ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

 

เมื่อเรามีเป้าหมายนี้แล้ว เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้จ่ายเงินเพลิน เช่น ฝ่ายหญิงชอบช้อปปิ้งเครื่องสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือฝ่ายชายชอบแต่งรถ ก็อาจจะงัดเป้าหมายนี้มาคุยกันว่า “ถ้าตอนนี้ยังใช้จ่ายเงินแบบนี้อยู่ เมื่อไหร่เป้าหมายบ้านในฝันของเราจะเป็นจริง”

 

4. คนมีคู่ควรแบ่งเงินเป็น 3 กอง  

 

บางครอบครัวอาจจะรวมกระเป๋าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่รู้จักวิธีจัดการเงินเป็นคนถือและดูแลเรื่องเงิน ในขณะที่บางคู่อาจจะแยกกระเป๋ากันแล้วบอกว่าใครจะรับผิดชอบรายจ่ายอะไรบ้าง มันก็แล้วแต่เราจะตกลงกัน ส่วนตัวจะใช้อีกวิธีหนึ่งที่แบ่งเงินออกเป็น 3 กอง คือ

  • เงินของเรา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเราเอง เช่น ช้อปปิ้ง ไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • เงินของเขา เงินที่ไว้ใช้กับเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น ไปกินดื่มกับเพื่อนๆ ค่าอุปกรณ์กีฬา
  • เงินกองกลาง เป็นเงินที่ใช้จ่ายกับกิจกรรมที่เราทำร่วมกันก็จะจ่ายจากส่วนนี้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าเช่า(หรือผ่อน)บ้าน ค่าอาหาร ค่าของใช้ในบ้าน ค่าไปเที่ยว ฯลฯ
    • รวมรายจ่ายที่ต้องใช้แล้วหารสองก็จะรู้ว่าควรใส่เงินกับกองกลางเท่าไหร่ เช่น ใช้จ่ายร่วมกันเดือนละ 20,000 บาท ก็ควักเงินคนละ 10,000 บาทไว้ที่กองกลาง (แต่ถ้าทั้งสองคนมีรายได้ต่างกันมากๆก็อาจจะแบ่งเก็บเงินกองกลางเป็น % ตามรายรับของตนเองก็ได้นะจ๊ะ)

ส่วนตัวมองว่าเพื่อความโปร่งใส ควรจดบัญชีว่ารายจ่ายของเงินส่วนกลางว่าใช้ไปกับอะไรบ้าง ถ้าใช้เงินหมดเร็วจะได้กลับมาดูบัญชีว่าหมดเงินไปกับอะไร จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่าเงินหายไปไหน แล้วจะได้ช่วยกันแก้ไข  

ในขณะที่บางคนอาจจะมองว่าไม่ไว้ใจกันใช่มั๊ยถึงต้องคอยตรวจสอบกันตลอดเวลา ลองมองอีกมุมหนึ่งว่ามันคงรู้สึกอึดอัดมากถ้าต้องมาหวาดระแวงเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะนำเงินไปทำอะไรในทางเสียหายจนเงินหมดหรือว่าเอาไปให้กิ๊กรึเปล่า ส่วนตัวมองว่าการจดบัญชีให้โปร่งใสจะทำให้ เราสองคนเกิดความสบายใจ

 

5.อย่าให้ความชอบส่วนตัวมาทำให้ระบบการเงินในครอบครัวพังยับเยิน

 

เงินของชั้น!! จะเอาไปซื้ออะไรก็ได้

ฝ่ายชาย : ชอบแต่งรถ ซื้ออุปกรณ์กีฬา ซื้อจักรยาน

ฝ่ายหญิง :  ชอบซื้อเครืองสำอาง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า

 

ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว นอกจากซื้อของจากความชอบส่วนตัวแล้วก็ต้องแคร์เป้าหมายของเราทั้งสองคนด้วย เพราะมันจะต้องเดินพร้อมๆกัน ลองคิดดูว่าถ้าเราใช้เงินเพื่อความชอบ เพื่อความฝันของเราทุกอย่าง จนทำให้ระบบการเงินของครอบครัวพังยับเยิน เกิดหนี้สินรุงรังตามมา อนาคตชีวิตคู่ของเราต้องสะดุดอย่างแน่นอน

 

2 คำถามจากแฟนเพจ

คำถามที่ 1แฟนชอบซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมจะทำไงดีครับ

อย่าพึ่งคิดไปเองว่าแฟนใช้จ่ายสิ้นเปลือง ควรสอบถามแฟนว่าที่ซื้อมาทั้งหมดนี้ “ใช้เองหรือเก็งกำไร” เพราะกระเป๋าแบรนด์เนมบางรุ่นมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ซื้อมาแล้วขายไปได้กำไรส่วนต่าง ถ้าจะให้ดีมากขึ้นเราก็อาจจะสอบถามต่อไปว่า มีวิธีการเก็งกำไรยังไงแบบไหนบ้าง เราจะได้เข้าใจแฟนแล้วจะได้มีความรู้การลงทุนแนวใหม่มากขึ้น

ถ้าแฟนตอบว่า “ซื้อมาใช้เอง” แต่เรามองว่ามันมากเกินไปและทุกวันนี้ก็ใช้อยู่ไม่กี่ใบ ควรสอบถามกลับไปว่า “ทำไมถึงซื้อเยอะขนาดนี้ ของเก่าใช้คุ้มแล้วรึยัง” พร้อมกับงัดเป้าหมายของเราทั้งสองคนขึ้นมาคุยว่า ถ้ายังใช้จ่ายแบบนี้ต่อไป เป้าหมายของเราคงไม่สำเร็จสักที อาจจะแนะนำทางเลือกว่าอาจจะขายของเก่าแล้วไปซื้อของใหม่ หรือว่าซื้อลดการซื้อให้น้อยลง

 

คำถามที่ 2 แฟนชอบแต่งรถทำไงดีคะ

การแต่งรถมันไม่ได้แต่งทีเดียว มันค่อยๆแต่งทีละเล็กทีละน้อย เราก็จะไม่รู้ว่ารวมๆกันแล้วหมดไปกับคันนี้เท่าไหร่แล้ว วิธีที่จะทำให้เห็นภาพง่ายที่สุด คือ รวบรวมใบเสร็จค่าแต่งรถทั้งหมดมาเรียงกันแปะไว้ที่กระดาน แล้วบวกกันว่าหมดเงินไปแล้วเท่าไหร่ พร้อมกับบอกว่าถ้านำเงินก้อนนี้ไปใช้ลงทุนจะทำให้เงินเติบโตเท่าไหร่ แล้วย้ำเป้าหมายการเงินของเราทั้งสองคนว่าคืออะไร ถ้ามีค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากเกินไปจะทำให้ไปถึงเป้าหมายช้าก็ได้

 

6. หนี้ฉัน หนี้เขา หนี้ของเรา

 

เรื่องหนี้สินเป็นสำคัญมากๆ บางคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องส่วนตัวไม่ต้องบอกกันก็ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เกิดการทะเลาะ การไม่ไว้ใจกันและไม่เข้าใจกันได้ จนทำให้ครอบครัวแตกแยก ทางที่ดีเราควรคุยกันให้ชัดเจนก่อนแต่งงานว่า…

หนี้ฉัน หนี้เขา : คุยกันว่าแต่ละคนมีหนี้อะไรบ้าง มียอดหนี้เท่าไหร่ จะรับผิดชอบหนี้ของตนเองหรือว่าจะให้อีกฝ่ายช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ สมมติว่าเรามีหนี้ผ่อนรถยนต์ จะให้อีกฝ่ายมาช่วยผ่อนรถด้วยนั้น เราควรเข้าใจด้วยว่าตอนนี้เขามีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง เช่น เลี้ยงดูพ่อแม่ ผ่อนรถยนต์ ผ่อนบ้าน ก็อาจจะทำให้เขาไม่สามารถมาช่วยเราผ่อนรถยนต์ได้ ดังนั้น เราก็จะต้องรับผิดชอบหนี้ของตนเอง

หนี้ของเรา : เมื่อแต่งงานแล้วสร้างทรัพย์สินร่วมกันก็จะกลายเป็นหนี้ของทั้งสองคนที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบ ก็แบ่งกันว่าใครจะดูแลเท่าไหร่ ถ้าทำงานกันทั้งสองคนก็อาจจะแบ่งจำนวนเงินชำระหนี้ตามสัดส่วนรายได้

 

แต่ว่า!!

 

บางครั้งอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถ้ามีฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หนี้ของเราทั้งสองคนที่สร้างมา ก็จะกลายเป็นภาระหนักกับอีกฝ่ายหนึ่งทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เราควรทำ “ประกันชีวิต” คุ้มครองภาระหนี้สินไว้ด้วย เพื่อจะได้บรรเทาความเดือดร้อนทางด้านภาระค่าใช้จ่ายให้กับคนที่เรารักได้

 

ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตการแต่งงานจะออกมาเป็นแบบไหน จะไปกันรอดหรือไม่ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่ที่การนอนคุยกัน อิอิ ย้ำซ้ำๆอีกครั้งว่าแนวความคิดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านจะต้องนำไปปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ของครอบครัวตัวเองนะจ๊ะ

 

ขอให้ทุกท่านโชคดี จุ๊บๆ

 

couple-01  6 ข้อคิดเรื่องเงินของคนมีคู่ couple 01

 

 






aommoney


โดย: มาสเตอร์  นัฐพล    เครือสาร
งาน: งานส่งเสริมสวัสดิการ
อ้างอิงแผนงาน : จัดสวัสดิการและกิจกรรมที่เสริมสร้างขวัญกำลังใจของบุคลากร รวมทั้งกิจกรรมการสร้างความรักความสามัคคีภายในโรงเรียนและเครือข่ายในการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://www.aommoney.com/pajaree/ข้อคิดเรื่องเงินของคนม#gs.bEfasJs

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 2 ครั้ง