[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

สร้างเด็กฉลาดด้วยการเล่านิทาน

สร้างเด็กฉลาดด้วยการเล่านิทาน โดย ผ.ศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

“กาลครั้งหนึ่ง...นานมาแล้ว...” ประโยคคุ้นหูที่สร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้กับเด็กๆ ที่หมายถึงการเริ่มต้นการเล่านิทานสักเรื่อง อาจเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาหรือเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กมีความสนุกสนาน ผ่อนคลายอารมณ์ สอดแทรกแนวคิด คุณธรรม ทักษะการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ สร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ ผ่านการเล่าด้วยน้ำเสียง สีหน้า แววตา ท่าทางของผู้เล่าอย่างน่าสนใจ ซึ่งอาจจะมี สื่อ อุปกรณ์ (หุ่นมือ หุ่นนิ้วมือ) หรือหนังสือประกอบจะทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
 

 

นอกจากนี้ยังต้องเลือกเนื้อหาของนิทานให้เหมาะกับพัฒนาการตามวัยและความสนใจของเด็ก เช่น เด็กเล็กชอบดูภาพสีสดใส เกี่ยวกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว คำศัพท์ใหม่ๆ เด็กโตชอบเรื่องที่มีจินตนาการมีลำดับเหตุการณ์ เป็นต้น

ข้อมูลจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า นิทานเปรียบเสมือนอาหารสมองและอาหารใจที่ช่วยพัฒนาสมองของลูก รวมถึงยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกได้เป็นอย่างดี แต่คุณพ่อและคุณแม่ยุคใหม่กลับมองข้ามความสำคัญของการเล่านิทานให้ลูกฟังไป แล้วหันมาใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารอย่าง ทีวี แท็บเลต โทรศัพท์มือถือ เกมคอมพิวเตอร์ ช่วยเลี้ยงลูกแทนเพราะเข้าใจว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะช่วยทำให้ลูกฉลาดทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยี เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยเทคโนโลยีมากเกินไปมักจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร เนื่องจากเป็นการสื่อสารทางเดียว ซึ่งจะส่งผลให้เด็กพูดช้า หรือไม่พูด บางท่านเข้าใจผิดว่าเสริมสร้างสมาธิให้ลูก เพราะขณะที่เด็กใช้อุปกรณ์สื่อสารแล้วอยู่นิ่ง ไม่ซนแต่กลับตรงกันข้ามที่กลับทำให้เด็กมีสมาธิสั้น เนื่องจากภาพที่ปรากฏมีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเล่นเกมที่จะต้องกดแข่งกับความเร็วเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ ทำให้เด็กหุนหันพลันแล่น ขาดความยั้งคิด เป็นต้น ต่างกับการเล่านิทานที่เป็นการสื่อสารสองทางระหว่างผู้เล่ากับผู้ฟัง ลูกจึงได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ และสอดแทรกความสนุกสนานควบคู่กันไปด้วย

ประโยชน์ดีๆ ที่ควรเล่านิทานให้ลูกฟัง

หนังสือนิทานเป็นอุปกรณ์หรือของเล่นส่งเสริมพัฒนาการของลูกที่ดีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งการเลือกหนังสือนิทานและวิธีการเล่าเรื่องที่เหมาะสมกับวัยของเด็กจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย สังคมและอารมณ์ของเด็กให้ดีขึ้น ส่วนจะมีอะไรอีกบ้างนั้นมาดูกัน

1. เด็กเรียนรู้ภาษาได้เร็วขึ้น ทั้งการรับรู้และการใช้ภาษา การฟังนิทานจะทำให้เด็ก รู้จักคำศัพท์ต่างๆ การเชื่อมโยงของการใช้คำต่างๆ การลำดับเหตุการณ์ในการเล่าเรื่อง โดยการเล่าเรื่องควรให้เด็กมีโอกาสโต้ตอบหรือเล่าเรื่องตามจินตนาการ นอกจากนั้นพ่อแม่ยังสามารถสอนภาษาที่สองหรือสาม เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน จากการอ่านนิทานให้ลูกน้อยได้ฟังอีกด้วย

2. สร้างเสริมสมาธิ การฟังนิทานบ่อยๆ ช่วยให้เด็กสนใจติดตามฟัง มีจิตใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น หากเลือกเล่านิทานที่เหมาะกับช่วงวัยจะทำให้เด็กเข้าใจ อยากรู้และติดตามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถือเป็นการช่วยฝึกสมาธิให้ลูกได้ดีอีกวิธีหนึ่งที่เห็นผลชัดเจน

3. กระตุ้นจินตนาการ ขณะที่ฟังการเล่าเรื่องเด็กจะมีการใช้สมองคิดตาม เพราะน้ำเสียงที่เรากำลังเล่านิทานและเนื้อหาของเรื่อง จะกระตุ้นให้เด็กสร้างจินตนาการเป็นภาพในสมอง และเกิดการรับรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เด็กไม่เคยพบเจอ ผ่านตัวละครต่างๆ ในนิทาน จึงช่วยพัฒนาศักยภาพด้านจินตนาการของเด็กอย่างเห็นผล

4. ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ทุกครั้งที่เด็กได้ฟังนิทาน เขาจะคิดต่อเนื่องไปอย่างอัตโนมัติ ซึ่งถ้าหากลูกๆ คุณโตพอที่จะพูดคุยได้แล้ว เขาจะแสดงออกทางด้านความคิดให้คุณเห็นได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นการเล่านิทานซ้ำๆ จะช่วยฝึกฝนให้เด็กรู้จักการจับประเด็นและมองสิ่งต่างๆ เป็นระบบ รวมทั้งเข้าใจภาพรวมของเรื่องนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว

5. เพาะนิสัยรักการอ่าน การเล่านิทานเป็นการกระตุ้นให้เด็กรักการอ่าน โดยพื้นฐานแล้วเด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัว ฉะนั้นหากคุณพ่อคุณแม่เลือกที่จะเล่านิทานเฉพาะบางตอน หรือเล่าแบบทิ้งปริศนาเอาไว้ให้ลูกค้นหา รวมถึงพาลูกไปร้านหนังสือแล้วให้เขามีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือนิทานเองบ้าง ก็จะทำให้เขาอยากรู้ว่าเนื้อหาของนิทานเรื่องนั้นว่าเป็นอย่างไร จึงอยากที่จะอ่านเองหรือดูภาพและจินตนาการตามไป แค่นี้การอ่านหนังสือก็เป็นเรื่องน่าสนุกและสร้างการเรียนรู้ให้กับลูกไปในตัวได้แล้ว

6. ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ ขณะฟังนิทานเด็กได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความกล้าแสดงออกจินตนาการหรือความคิดของตน ซึ่งส่งผลต่อการสร้างความมั่นใจในตนเองในอนาคต

7. บ่มเพาะคุณธรรม โดยเนื้อหาในนิทานควรสอดแทรกความมีระเบียบวินัย คุณธรรม คุณงามความดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การมีจิตเมตตา เอื้ออาทรกับผู้อื่น การให้อภัย ซึ่งเป็นประสบการณ์และทักษะในการดำเนินชีวิตที่ลูกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

8. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วงเวลาการเล่านิทานเป็นเวลาแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว ลูกรู้สึกว่าได้รับความรัก ความเอาใจใส่ ความอบอุ่น เฝ้าคอยติดตามเวลาแห่งความสุขนี้ทุกวัน

วิธีการเล่านิทานให้มัดใจเด็ก

รู้อย่างนี้แล้ว ผู้ปกครองคงอยากจะรีบเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่ติดอยู่ตรงที่ว่าจะเล่าให้สนุกและชวนติดตามได้อย่างไร วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ ที่จะช่วยให้การเล่านิทานเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อมาฝากกัน

- เริ่มจากเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมว่าขณะนั้นอารมณ์ของลูกอยากฟังนิทานหรือไม่ หากเป็นช่วงเวลาที่ลูกอยากทำกิจกรรมอื่นก็ไม่ควรบังคับมาฟังนิทาน และในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น หลังกินข้าว หรือก่อนนอน เป็นต้น

- ต่อมาคือการเลือกเนื้อหาของเรื่องที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือประกอบก็ได้ แต่การดำเนินเรื่องควรเล่าด้วยความสนุกสนานไม่ใช่การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง

- ท้ายนี้เป็นเรื่องของวิธีการเล่านิทาน คุณพ่อคุณแม่ควรเล่าด้วยน้ำเสียง สีหน้าท่าทาง อารมณ์ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจจะมีการเลียนเสียงของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้อง เสียงคลื่น เป็นต้น รวมถึงประยุกต์สิ่งของที่มีอยู่รอบตัวมาสร้างเป็นฉากประกอบในนิทาน ให้ลูกมีส่วนร่วมในตอบคำถาม เล่าเรื่องหรือแสดงท่าทางประกอบการเล่านิทาน จะทำให้เด็กรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้มีความน่าสนใจและช่วยกระตุ้นจินตนาการและพัฒนาการของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันควรหมั่นตั้งคำถามให้เด็กๆ ได้คิดตามและตอบโดยไม่ต้องคาดคั้นเอาคำตอบ เพื่อให้เด็กๆ รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในนิทานของคุณ แค่นี้ต่อให้คุณแม่เล่านิทานเรื่องเดิมซ้ำกี่รอบลูกๆ ก็จะไม่เบื่อ

เพียงเท่านี้นิทานก็จะเป็นเหมือนคู่มือเสริมสร้างความฉลาดที่สนุกกับการเรียนรู้ของลูกรักได้ในทุกๆ วัน ว่าแต่คืนนี้...คุณอย่าลืมหันมาสร้างบรรยากาศแห่งความสุขด้วยการเล่านิทานให้ลูกรักฟังกันล่ะ

 โดย ผ.ศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ






http://thaitribune.org/


โดย: มิส  วาลียา    บุญมี
งาน: งานส่งเสริมศักยภาพพิเศษผู้เรียน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://thaitribune.org/

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 7 ครั้ง