[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

สอนให้คิดพัฒนาเด็กฉลาดและดี
                                                                          /data/content/2014/08/25484/cms/e_bcmnsuvx2347.jpg
 การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาดและดี พ่อแม่คือส่วนสำคัญที่สุดที่จะกำหนดพฤติกรรมและท่าทีของลูก ซึ่งมีเคล็ดลับการสอนให้รู้จักคิดเป็นการพัฒนาที่ทำให้เด็กฉลาดและเป็นคนดีด้วย
          อ.พญ.ศศิธร จันทรทิณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล อธิบายเรื่องนี้ว่า การสอนลูกให้รู้จักคิด คือการสอนทักษะชีวิตอย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว มีความคิดเห็นและท่าทีที่เหมาะสมต่อสิ่งนั้นๆ หรือเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่ฉลาดและดีงาม การพัฒนาทักษะทุกอย่างเกิดจากการทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้จากความผิดพลาด จนกลายเป็นความรู้ความชำนาญในเรื่องนั้นๆ กระบวนการคิดและการแสดงความคิดเห็นก็เช่นกัน เพราะสมองยิ่งได้ใช้ ได้คิดมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพัฒนาไปได้มากขึ้นเท่านั้น การเปิดโอกาสให้ลูกคิดและแสดงออก มีขั้นตอนเริ่มต้นง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนทำได้ คือ การฟังลูกให้มาก
          อ.พญ.ศศิธร กล่าวว่า การฟังที่จะช่วยให้ลูกได้ฝึกคิด เริ่มจากการให้ความสนใจเต็มที่ เมื่อพูดคุยหรือเล่นกับลูกโดยตั้งใจฟังลูกด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งเด็กจะรับรู้ได้จากสีหน้า แววตาและท่าทางของพ่อแม่ เมื่อลูกแสดงความคิดเห็นก็ควรฟังโดยไม่ด่วนตัดสินผิดถูก แต่ทำความเข้าใจและชวนให้ลูกคิดต่อ หรือสังเกตเพิ่มเติมจากสถานการณ์จริง การฟังลูกให้มากเป็นการแสดงความสนใจที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะพฤติกรรมไหนที่ได้รับความสนใจ พฤติกรรมนั้นก็จะมากขึ้น ลูกจึงชอบคิดชอบบอกให้รู้ว่าเขาคิดอะไรมากขึ้น
          อ.พญ.ศศิธร บอกอีกว่า การที่จะมีโอกาสฟังลูกได้มาก พ่อแม่ก็ต้องให้เวลาในการพูดคุยและเล่นกับลูกให้มากด้วย การใช้เวลากับลูก อาจทำได้ผ่านการทำกิจวัตรประจำวัน การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง การเล่นกับลูกตามวัยและการร่วมกิจกรรมหรือการพาไปดูสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เพิ่มพูนประสบการณ์ที่หลากหลายแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้จากการเห็นมาก สัมผัสมาก ทำมาก ย่อมทำให้ลูกได้พัฒนาแนวคิดอย่างหลากหลายด้วย ทำให้สติปัญญาดีขึ้น นอกจากนี้การใช้คำถามกระตุ้นให้คิด โดยเริ่มตั้งแต่คำถามให้สังเกต ทบทวนความจำ หรือบอกความหมาย ไปจนถึงคำถามที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การให้เปรียบเทียบ ให้อธิบายหรือให้บอกขั้นตอนหรือเหตุผล
          อ.พญ.ศศิธร บอกต่อว่า การสนับสนุนให้ลูกเรียนรู้ ต้องรู้ใจลูกด้วย รู้ใจหมายถึง รู้ลักษณะพัฒนาการตามวัย การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย และลักษณะเฉพาะตัวของลูกเรา ลูกอาจจะเป็นเด็กที่เคลื่อนไหวเยอะ ชอบกิจกรรมทางร่างกาย หรือลูกเป็นเด็กที่ค่อยๆ คิด ค่อยทำ ดังนั้น พ่อแม่ก็ต้องปรับกิจกรรมและความคาดหวังให้เหมาะกับลูกด้วย นอกจากนี้พ่อแม่อาจอ่านอาการของลูกว่า ลูกเริ่มเบื่อแล้ว หรืออาจไม่พร้อมคุยหรือเรียน จะเห็นว่าการจะรู้ใจลูกได้ ก็ต้องหมั่นสังเกตอารมณ์ของลูก ฟังลูกให้มาก บางครั้งพ่อแม่ไม่ได้ “รู้ใจ” ลูก แต่กลับ “เดาใจ” ลูก มักคิดแทนลูกไปเสียทุกเรื่อง โดยคิดว่าถ้าเราชอบหรือรู้สึกเช่นนั้น ลูกก็น่าจะชอบและคิดเช่นเดียวกันด้วย
         "นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ลูกได้เรียนรู้ยังหมายถึง การให้ลูกได้ลงมือทำด้วยตัวเองตามกำลังความสามารถ โดยพ่อแม่เป็นฝ่ายสนับสนุนให้กำลังใจ ซึ่งทำได้ไม่ยากด้วยการตั้งความคาดหวังต่อพฤติกรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการ อดทนให้เวลากับการทำซ้ำๆ และไม่ตำหนิติเตียนเมื่อผิดพลาด แต่อาจช่วยให้ลูกได้รับผิดชอบเมื่อลูกทำผิดตามสมควร การให้ลูกเรียนรู้สิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ ให้รู้จักเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ผู้อื่นตั้งแต่ยังเล็ก จะช่วยฝึกให้ลูกพัฒนาคุณธรรมพื้นฐานและการควบคุมตัวเอง ไม่ควรช่วยเหลือมากเกินไป เพราะกลัวลูกเหนื่อย การให้ลูกรอคอยในชีวิตประจำวันตามธรรมชาติ เช่น การต่อคิว การมีกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ จะช่วยให้ลูกเชื่อมโยงความคิดกับการกระทำได้ทีละน้อย การที่ลูกแยกความคิดกับการกระทำได้ รอคอยได้ จะช่วยพัฒนาทักษะการคิดก่อนทำ ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาด้านคุณธรรม" อ.พญ.ศศิธร กล่าว
          สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลืมไม่ได้ในการสอนเด็ก คือ การที่ผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดีสม่ำเสมอ และการสร้างบรรยากาศที่สงบ ปรองดองในครอบครัว จะช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพมากที่สุด
 
 
          ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
            ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต





http://www.thaihealth.or.th


โดย: มิส  วาลียา    บุญมี
งาน: งานส่งเสริมศักยภาพพิเศษผู้เรียน
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://www.thaihealth.or.th

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 2 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 6 ครั้ง