[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

การเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน
มารู้จัก A.B.L. หรือ Activity Based Learning หรือ “การเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน” ในฐานะ “ตัวจักรสำคัญ” ของการเรียนการสอนยุคใหม่..Learn …How to Lean…..
 
ในการยึดหลักการให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรูด้วยตนเอง “Child Centered” ตามหลักการของ Constructionism การเรียนโดยการปฏิบัติจริง Learning by Doing และปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหาได้ Doing by Learning จึงถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในการปฏิรูปการศึกษาของไทย...การเรียนรู้ชนิดนี้เองที่มีผู้ตั้งฉายาว่า “สอนแต่น้อย ให้เรียนมากๆ Teach less..Learn More”..เล่นเอา “พณ.ฯ.ท่าน และท่านๆ”ในวงการศึกษาเสียมวยไปแล้วเพราะเข้าใจผิดก็มี..
 
การเรียนแบบ Learning by Doing นั้นใช้ “กิจกรรม Activity”เป็นหลักในการเรียนการสอน โดยการ “ปฏิบัติจริง Doing”ในเนื้อหาทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทุกคนในกลุ่มเป็นผู้ปฏิบัติ คุณครูเป็นพี่เลี้ยงและเทรนเนอร์....แต่กิจกรรมที่นำมาใช้นี้ต้องมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เนื้อหานั้นๆ มีจุดมุ่งหมาย สนุก และน่าสนใจ ไม่ซ้ำซากจนก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย...ดังนั้น คุณครูจึงเป็น “นักออกแบบกิจกรรม Activity Designer”มืออาชีพ ที่สามารถ “มองเห็นภาพกิจกรรม”ได้ทันที เมื่ออ่านเนื้อหาจบลง...สิ่งที่คุณครูต้อง “สร้าง Constructed”ให้เกิดมีขึ้นในตัวคุณครูในเวลานี้ก็คือ “ความคิดวิเคราะห์ critical Thinking”เพื่อจะได้รู้ความต้องการและความคิดแท้จริงของนักเรียน..เพื่อเข้าใจความต้องการของกลุ่ม ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ตกยุค..คุณครูต้องมี “ความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking” เพื่อจะได้มีความสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ที่ใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ...
 
บทความนี้ ดูผิวเผินก็น่าจะเป็นที่ลำบากใจของคุณครู แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในรายวิชาต่างๆก็ “ล้วนมีวิธีการเรียนการสอน” อันเหมาะสมกับรายวิชานั้นๆอยู่แล้ว ขอแต่เพียงคุณครู “จัดกิจกรรมของรายวิชา” อย่างจริงจัง “ที่ไม่ใช่การบอกความรู้” แต่ “เป็นการเรียนรู้”ของนักเรียนจริงๆเท่านั้น...คุณครูก็เติมสีสันลงไปอีกตามความเหมาะสม ก็จะทำให้การเรียนการสอนของเราน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว....
 
การเรียนโดยใช้ “กิจกรรม หรือ Activity Based Learning”เป็นฐาน ไม่ยากอย่างที่คิด..เพราะแต่เดิมเราก็ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว..เช่น 
การเรียนวิทยาศาสตร์ นักเรียนทุกคนจะต้องผ่าน “กิจกรรม”กระบวนการวิทยาศาสตร์....
 
การเรียนคณิตศาสตร์ นักเรียนทุกคนก็จะต้อง ผ่าน “กิจกรรม”กระบวนการคิด และแก้ปัญหา นั่นคือ การทำโจทย์แบบฝึกหัดมากๆ ยิ่งมากเท่าไร กระบวนการคิดและแก้ปัญหาก็จะยิ่งเจริญงอกงามมากขึ้นตามสัดส่วนของการฝึกฝนด้วยตนเอง เราเรียกการฝึกฝนแบบนี้ว่า ฝึก“การคิดวิเคราะห์ หรือ Critical Thinking” ครับ
 
การเรียนภาษาต่างประเทศ ก็ต้องผ่าน “กิจกรรม” การ “ฝึกฝนให้เกิดทักษะ หรือความชำนาญ” ไปตามลำดับของธรรมชาติการเรียนรู้ “ภาษา Language” ฟัง พูด อ่าน เขียน ตามลำดับ และถึงแม้ว่า เราจะมี “เครื่องมือฝึกภาษา Language training tool”สารพัดชนิดเข้ามาขาย แต่เราก็ต้องรู้จักใช้มันให้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เพราะมันเป็นเพียงอุปกรณ์ “เครื่องมือ และ สื่อ Tools and Media” เท่านั้น “มันไม่ใช่ครู It is not the teacher”... การเรียนให้ได้ผลจึงมีวิธีเดียว คือ “ฝึกฝนตนเองตามวิธีธรรมชาติ Practicing ourselves through natural means” ฝึกมากเท่าไร ก็มีทักษะความชำนาญ และความสามารถเพิ่มขึ้นเท่านั้น...
 
การเรียนวิชาทางฝ่ายสังคมศาสตร์ ก็ต้องมี “กิจกรรม” ศึกษา ค้นคว้า จด จำ ตามลักษณะธรรมชาติของรายวิชานั้นๆ....กิจกรรมรายวิชาเหล่านี้ได้ผ่านการวิจารณ์วิจัยมาแล้วว่าเหมาะสมทุกประการ เพียงแต่คุณครู เอามาเพิ่มสีสันแห่งยุคสมัยเข้าไป..ก็จะดูงดงามไม่น้อย.....
 
แต่ “ความสำคัญ” ของการเรียนยุคใหม่ คือ Learning by Doing นั้น “เน้นความสำคัญไปที่ ผู้เรียน เรียนผ่านประสบการณ์ ที่เรียกว่า Experiential Learning ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการส่งเสริมศักยภาพของบุคคล Individual Potential ที่จะพัฒนาไปได้ตลอดชีวิต..ผู้เรียนจะเรียนอย่างมีความสุข มีการพัฒนาไปด้วยความมั่นใจ และพึงพอใจ Help the individual grow as a confident and contented person...การเรียนผ่านประสบการณ์เป็นความเจริญงอกงามจากภายในจิตใจและมันสมองของผู้เรียน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดดั้งเดิมที่ตอบสนองความต้องการจากภายนอกด้วยคะแนนและการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรหรือวุฒิบัตรต่างๆ...
 
“กิจกรรม หรือ Activity” คือการเรียนจากประสบการณ์ Experiential Learning...นับว่าเป็น Learner Centered อย่างแท้จริง..เพราะมีการค้นพบและพัฒนาความรู้..ทักษะ..และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆเจริญงอกงามจากภายในผ่านประสบการณ์ Internal growth and discovery develops knowledge..skill and emotions via experiences……
ท่านทั้งหลายจึงเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ของศตวรรษที่ 21. นี้ มุ่งที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิตอย่างแท้จริงมากกว่าการเรียนเพื่อวุฒิบัตรในระดับชั้นต่างๆ เมื่อเป็นดังนี้ คุณครู “ผู้ออกแบบกิจกรรม” จะต้องตอบคำถาม “ตนเอง”ให้ได้ก่อนว่า...จะให้นักเรียน “ทำกิจกรรมนี้เพื่ออะไร ?..” เพราะตามปกติแล้ว ในการ “ออกแบบกิจกรรม Activity design” จะต้องพิจารณาใน 3 กลุ่มหลัก คือ
 
1.กลุ่มประสบการณ์ชีวิต Life Skill หรือ Life Experiences หรือ Humanity
2.กลุ่มพัฒนาการทางสติปัญญา Intellectual development
3.กลุ่มวิชาการ Academic groups
 
เมื่อสามารถตัดสินใจได้แล้วว่า จะทำ “กิจกรรม” เพื่ออะไรแล้ว ก็ลงมือออกแบบได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้ โดยยึดหลักการของ “วงจรแห่งการเรียนรู้ Learning Cycle” ตามลำดับดังนี้
 
1.ทำ..Do หรือ Doing คือกำหนดลงไปว่า “ในเนื้อหาวิชานี้..บทนี้..ตอนนี้” ผู้เรียนจะต้องทำ “กิจกรรมอะไร..อย่างไร..แค่ไหน ?” เพื่อให้เกิด “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ Experiential Learning” อย่างแท้จริง
2.ทบทวน หรือ Review...การเรียน การสอน การทำกิจกรรมทุกอย่าง จะต้องมีการ “ประเมินผล Evaluate”ทุกครั้ง เพื่อการพัฒนาและปรับปรุง
3.การพัฒนา และหาแนวทางในการปรับปรุง Develop and implement ideas for improvement
 
สุทัศน์ เอกา...........บอกความ

ขอบคุณที่มา : Sutat Eaka






มารูจัก A.B.L. หรือ Activity Based Learning หรือ “การเรียนโดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน”


โดย: มิส  สุทธิรักษ์    ศรีวรรณ
งาน: งานกิจกรรมนักเรียน
อ้างอิงแผนงาน : จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://blog.eduzones.com/educationaleader/132739

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 2 ครั้ง