[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

การเลี้ยงลูกในยุคไทยแลนด์ 4.0

การเลี้ยงลูกในยุคไทยแลนด์ 4.0

“การจะพัฒนาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 นั้น เราต้องพร้อมทุกองค์ประกอบ ถ้าไม่พร้อมจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีทันที ดังนั้น การคิดวิเคราะห์ที่ฉับไว และความคิดสร้างสรรค์ จึงสำคัญมาก ดิฉันจึงมองว่าการเลี้ยงลูกในทุกวันนี้พ่อแม่ไม่ใช่คนวางแผนทุกอย่างให้ลูกแต่จะต้องทำหน้าที่เปิดประตูแห่งโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และสามารถเลือกได้ด้วยตนเองได้ เช่นปล่อยให้ลูกได้ทดลองทำ หรือคิดว่าการทำผิดคือการเรียนรู้รูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องตามมาด้วยการลงโทษเสมอไป”  กล่าวโดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์      (ที่มา https://www.matichon.co.th/news/292485)
 
 
 
 
 
การจะเลี้ยงดูลูกในยุคนี้ ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวแปร เช่น ความซับซ้อนของสังคมที่มีมากขึ้น ความเป็นอยู่ของชุมชนและครอบครัว สารพัดเทคโนโลยีที่นับวันจะคุกคามความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ตลอดจนสภาพสิ่งแวดล้อมรอบต่างๆ  การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้คนที่เป็นพ่อแม่กังวลและเป็นห่วงมาก การที่พ่อแม่ไม่สามารถจัดสมดุลชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการอยู่กับลูก มักจะเกิดความกังวลและรู้สึกผิดว่า ตนเลี้ยงลูกได้ไม่ดีหรือไม่เต็มที่ และบ่อยครั้งที่พ่อแม่อดไม่ได้ที่เอาลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่นทั้ง ๆ ที่สภาพความเป็นอยู่แต่ละบ้านนั้นไม่เหมือนกัน อาจส่งผลให้พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปเพื่อชดเชยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการส่งลูกเรียนพิเศษ ติวเข้มวิชาการ ซึ่งพบเห็นกันตั้งแต่ระดับอนุบาล การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ยุคนี้ “ผลักดัน” หรือ “กดดัน” กันแน่ การที่พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน จะทำให้ลูกเสียเวลาและเสียโอกาสในการฝึกพัฒนาการรอบด้าน โดยเฉพาะทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ดังนั้นเด็กในยุคปัจจุบันควรได้รับการเตรียมพื้นฐานของการพัฒนาด้านความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะ ตลอดจนโภชนาการที่ดีควบคู่กันไป
 
 
 

แนวคิดในการเลี้ยงลูกในยุคนี้

 
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และการเข้าสู่ยุค AEC ที่มีการหลั่งไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ มากมาย จึงจำเป็นอย่างมากที่จะเลี้ยงลูกให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน แนวคิดในการเลี้ยงลูกมีดังนี้
 

 
 
      1. สอนให้ลูกรู้จักใช้อินเตอร์เน็ต ค้นหาข้อมูล แต่ควรอธิบายให้ลูกรู้ถึงพิษภัยที่แอบแฝงมาด้วย แนะนำเว็บไซต์การเรียนรู้ภาษา สวนสัตว์ โลกดาราศาสตร์ หรือเว็บไซต์ที่มีความรู้สำหรับเด็ก บล็อกเว็บไซต์สื่อลามกอนาจาร หรือที่ไม่เหมาะสมได้ด้วยยิ่งดี

 
 
 


 

 
      2. ควบคุมการใช้สื่อเทคโนโลยีในบ้านบ้าง ปิดทีวี อินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน เกมคอมพิวเตอร์แล้วหันมาเล่นกับลูก โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ใช้เพียงตัวพ่อแม่ ถ้าลูกยังเล็กเล่นปิดตาจ๊ะเอ๋ เล่นตบเผละ จ้ำจี้มะเขือเปาะ เล่นทำมือเป็นขาปูไต่ตัวลูก ถ้าลูกโตขึ้นเล่นกระโดดข้ามหมอน วิ่งกระต่ายขาเดียว ลิงชิงบอล เป็นต้น มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวมากขึ้น เพื่อสร้างสัมพันธภาพ และรู้จักลูกให้มากขึ้นว่า เป็นเด็กที่มีบุคลิกอย่างไร ชอบอะไร มีปัญหาอะไร พ่อแม่จะได้สอนหรือชี้แนะได้ง่ายขึ้น และเป็นการฝึกทักษะการเข้าสังคม เพื่อให้ลูกสามารถมีทักษะที่ดีในการอยู่ในกลุ่มเพื่อนหรือโรงเรียน



 
 
 
      3. อย่าให้ลูกกินตามกระแสสื่อโฆษณา โดยเฉพาะอาหารที่ไร้ประโยชน์ ขนมกรุบกรอบ อาหารขยะที่มีแต่แป้ง น้ำตาล เกลือ ที่สำคัญเมื่อลูกถึงวัยเข้าเรียน อย่าปล่อยให้ลูกอดมื้อเช้าตามพ่อแม่ที่เร่งรีบไปทำงาน จนส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของสมอง ควรให้ลูกดื่มนม กินขนมปังหรืออาหารที่จัดเตรียมง่ายๆ แต่ดีกับสมอง
 


 
      4. ควรสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ การส่งเสริมให้ลูกรู้ภาษามากกว่าหนึ่ง จึงย่อมได้เปรียบในทุกด้าน โดยเฉพาะการประกอบอาชีพการงานในอนาคต
 




      5. จะเห็นได้ว่ามีคนมากมายในยุคนี้เป็นหนี้กันมาก เนื่องจากการใช้เงินที่เกินตัว และขาดการออมเพื่ออนาคต การออมเงินและการบริหารเงินออม รวมทั้งการทำงานแลกเงิน ถือเป็นทักษะที่ควรถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ เพราะจะช่วยให้มีวินัยการใช้เงินและไม่เป็นหนี้เป็นสินใครเมื่อตอนโต ถ้าลูกต้องการเงินเพิ่มควรสอนให้ทำงานเพิ่ม เพราะการขอเงินไม่ใช่ว่าจะได้เงินทุกครั้ง หากลูกยังไม่โตมากก็ให้ช่วยงานบ้านที่นอกเหนือจากงานที่พ่อแม่ให้รับผิดชอบ ซึ่งการให้ลูกได้มีส่วนร่วมในงานบ้าน และต้องใช้แรงงานให้ได้เงินเพิ่มจะช่วยให้ลูกเห็นคุณค่าของเงิน รับรู้ความลำบากของพ่อแม่ในการทำงานด้วย





 
      6. สอนเรื่องคุณธรรม และสอนลูกให้รู้จักคิดเป็น เนื่องจากยุคสมัยนี้สังคมมีสิ่งล่อตาล่อใจเยอะ อันตรายมีรอบด้าน ดังนั้น พ่อแม่กลุ่มหนึ่งจะกังวลและปกป้องลูกมากเกินไป ไม่ให้ลูกพบเจอกับปัญหา แต่เราลืมไปว่าถึงแม้เราจะปกป้องลูกดีอย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถปกป้องได้ตลอดเวลา เราควรเปลี่ยนแนวคิดในการดูแลลูกใหม่เป็นการ ให้อาวุธในการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นคือฝึกให้เผชิญกับปัญหาและมีวิธีในการแก้ปัญหาที่ออกมาจากความคิดของเขาเอง  คอยแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้ลูก ให้ลูกรู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนอันตราย สิ่งไหนปลอดภัย

 
หลักภูมิคุ้มกันนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องรีบให้ความสำคัญและพัฒนาให้เกิดขึ้นในลูกของเรา เพื่อให้ลูกเราอยู่ในสังคมได้อย่างฉลาด รู้เท่าทัน ปลอดภัย และมีความสุข ในยุคที่เราไม่สามารถติดตามลูกได้ทุกก้าวเหมือนแต่ก่อน
 
 
ที่มา  : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
         : โลกวันนี้วันสุข โดย พญ.ถิรพร ตั้งจิตติพร สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (ร.พ.เด็ก)

         : http://www.thelovelyair.com/tips-raise-great-kids/






https://childrenthailand40.blogspot.com/


โดย: มิส  ธณัฐวรรณ    โอวาทสาร
งาน: งานบริหารระดับชั้น ป.1
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: https://childrenthailand40.blogspot.com/

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 1 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 2 ครั้ง