[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

หมู่เลือดคืออะไร

 

 

 

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไข  ระบบโลหิตวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

การรักษาด้วยการให้เลือด (Blood transfusion) เป็นการรักษาที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาด้วยยา การผ่าตัด หรือการรักษาที่จำเป็นอื่นๆ การให้เลือดได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยนับจำนวนมหาศาล และนั่นย่อมมาจากการที่ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องในการเตรียมเลือดและส่วนประกอบของเลือดเพื่อให้แก่ผู้ป่วย

ความสำคัญพื้นฐานในเรื่องของการให้เลือดคือความรู้เรื่อง “หมู่เลือด หรือหมู่โลหิต หรือกรุ๊ปเลือด หรือกรุ๊ปโลหิต (Blood group หรือ Blood type)” ซึ่งผู้เขียนขอนำมาให้ผู้อ่านได้รับทราบเป็นเบื้องต้นดังนี้

หมู่เลือดคืออะไร?

หมู่เลือด

หมู่เลือดคือการแยกเลือดของคนเราออกเป็นหมู่/เป็นกรุ๊ป (Group หรือ Type) ตามชนิดของสารชีวเคมี (Biochemicalsubstance) ที่มีชื่อว่า ไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) หรือไกลโคไลปิด(Glycolipid) ที่ร่างกายสร้างขึ้นและปรากฏบนผิวเม็ดเลือดแดงและเรียกว่าแอนติเจน/สารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ซึ่งมีลักษณะจำเพาะในแต่ละหมู่เลือด ปัจจุบันมีการค้นพบแอนติเจนชนิดต่างๆมากกว่า 300 ชนิดและได้นำแต่ละชนิดที่มีคุณลักษณะคล้ายคลึงกันหรือมีความสัมพันธ์กันมาจัดเป็นระบบหมู่เลือด จำแนกได้มากกว่า 35 ระบบ แต่ระบบที่มีความสำคัญที่คนทั่วไปควรทราบได้แก่ หมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO) และหมู่เลือดระบบอาร์เอช (Rh)

หมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO Blood group) คืออะไร?

หมู่เลือดระบบเอบีโอเป็นหมู่เลือดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในคนทุกคนซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน ไปตามชนิดของยีน/จีน (Gene) ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่

ยีน/จีน” เป็นสารพันธุกรรมที่กำหนดในการสร้างสารชีวเคมีแต่ละชนิดที่เราเรียกว่า แอนติเจน และมีการตั้งชื่อกำกับตามที่ผู้ค้นพบกำหนด แอนติเจนในระบบเอบีโอนอกจากพบบนผิวเม็ดเลือดแดงยังพบได้บนเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว บนเชลล์ของเนื้อเยื่อต่างๆเช่น เนื้อเยื่อบุอวัยวะภายในอวัยวะต่างๆ (เช่น ไต) และในสารคัดหลั่งของร่างกายเช่น น้ำลาย น้ำนม เป็นต้น

การค้นพบหมู่เลือดระบบเอบีโอนี้เริ่มในปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) โดยคาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner, นักชีววิทยาและแพทย์ชาวออสเตรียน-อเมริกัน) ซึ่งได้ทดลองเจาะเลือดของผู้ ร่วมงานจำนวน 6 คน แล้วนำมาแยกเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลืองของเลือด/พลาสมา (Plasma) ออกจากกัน ต่อจากนั้นได้นำเม็ดเลือดแดงและน้ำเหลืองของแต่ละคนมาทำปฏิกิริยาสลับกันไปมา ผลปรากฏว่า บางคู่เกิดปฏิกิริยาจับกลุ่ม/การตกตะกอนของเลือด บางคู่เลือดก็ผสมเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่มีการจับกลุ่ม

จากปรากฏการณ์นี้ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2444) คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ จึงสรุปผลการทดลองค้นคว้าว่า เลือดแบ่งออกเป็น 3 หมู่คือ เอ, บี และ โอ (อนึ่งเลือดประกอบด้วยส่วนที่เป็นเม็ด เลือดและส่วนที่เป็นน้ำเหลือง/พลาสมา/Plasma ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดมีทั้งเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด) สำหรับหมู่ที่ 4 คือหมู่เอบี (AB) ค้นพบโดย เอ วอน ดีคาสติโล และ เอ สเตอลิ (Alfred von Decastello and Adriano Sturli, ทั้ง 2 ท่านถูกระบุว่าเป็นผู้ร่วมงานของ Karl Land steiner ในเวียนนา แต่ไม่มีการระบุถึงรายละเอียดของอาชีพและเชื้อชาติ) ในปี ค.ศ. 1902 (พ.ศ. 2445)

หมู่เลือดระบบเอบีโอ (ABO) มีกี่หมู่ อะไรบ้าง ตรวจได้อย่างไร?

หมู่เลือดระบบเอบีโอประกอบด้วยหมู่เลือดหลัก 4 หมู่ได้แก่

  • หมู่เอ (A)
  • หมู่บี (B)
  • หมู่โอ (O) และ
  • หมู่เอบี (AB)

ซึ่งกำหนดหมู่เลือดได้โดยชนิดของแอนติเจน/สารก่อภูมิต้านทานที่อยู่บนผิวของเม็ดเลือด แดงและแอนติบอดี/สารภูมิต้านทาน (Antibody) ที่อยู่ในน้ำเหลืองหรือพลาสมาซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติเช่นกัน แต่จะพบว่าคนเราจะไม่สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจนที่ตนเองมีอยู่แล้ว (แอน ติบอดีหรือสารภูมิต้านทานเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อมีสารแปลกปลอมหรือแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย)

ดังนั้นเราจะสามารถบอกชนิดของหมู่เลือดของแต่ละคนได้โดยการตรวจหาแอนติเจนและ แอนติบอดีจากเลือด โดยหมู่เลือดแต่ละหมู่จะมีลักษณะดังนี้

คนไทยมีหมู่เลือดเอบีโอเป็นอย่างไร?

หมู่โลหิต/หมู่เลือดในระบบเอบีโอ/ABO มีความแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติซึ่งก็มีความแตกต่างจากคนไทย ดังตัวอย่างความถี่ของหมู่เลือดที่ได้มีการศึกษาไว้ในประเทศต่างๆตาตาราง ต่อไปนี้

หมู่เลือดอาร์เอช (Rh) มีกี่หมู่และตรวจได้อย่างไร?

หมู่เลือดระบบอาร์เอชเป็นหมู่เลือดที่ประกอบด้วยแอนติเจนที่มีความสำคัญทางคลินิก 5 ชนิด คือ แอนติเจนดีใหญ่ (D), ซีใหญ่ (C), อีใหญ่ (E), ซีเล็ก ( c), อีเล็ก (e) และแอนติเจนอื่นที่เกี่ยวข้องที่ไม่ค่อยมีความสำคัญทางคลินิกอีก 46 ชนิด แต่แอนติเจนสำคัญที่เป็นตัวบ่งบอกชนิดของหมู่เลือดระบบอาร์เอชนี้คือ แอนติเจนดีใหญ่ (D) ซึ่งจะแบ่งออกได้เป็น 2 หมู่คือ

1. หมู่เลือดอาร์เอชบวก (Rh positive, Rh+) คือหมู่เลือดที่มีแอนติเจน-ดีใหญ่ (Antigen-D) อยู่ที่ ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยมีหมู่เลือดอาร์เอช (D) บวกประมาณ 99.7%

2. หมู่เลือดอาร์เอชลบ (Rh negative, Rh-) คือหมู่เลือดที่ไม่มีแอนติเจน-ดีใหญ่ (Antigen -D) อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง ในคนไทยพบว่ามีหมู่เลือดนี้เพียง 0.3% หรือ 1,000 คนจะพบเพียง 3 คนเท่านั้นซึ่งเราเรียกว่าเป็น "หมู่เลือดหายาก" หรือ "หมู่เลือดพิเศษ"

หมู่เลือดระบบอาร์เอชเป็นหมู่เลือดที่มีความสำคัญรองลงมาจากหมู่เลือดระบบเอบีโอเนื่อง จากแอนติเจน-ดีใหญ่สามารถกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดีได้ดีกว่าแอนติเจนอื่นๆของเม็ดเลือดแดง

ปกติโดยธรรมชาติในคนเราจะไม่สร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน-ดีใหญ่ แต่จะพบว่ามากกว่า 80% ของคนหมู่อาร์เอชลบจะสร้างแอนติบอดี-ดีใหญ่ (Anti-D)ได้เมื่อได้รับเลือดหมู่อาร์เอชบวก จากการถ่ายเลือด/ได้รับเลือดหรือจากตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจหมู่เลือดอาร์เอช (ตรวจได้จากการตรวจเลือด) ทั้งในผู้ป่วยและในผู้บริจาคเลือดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่เป็นหมู่เลือดอาร์เอชลบ จะได้รับเลือดอาร์เอชลบเท่านั้นเพื่อป้องกันการสร้างแอนติบอดี-ดีใหญ่ ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่มีความ สำคัญทางคลินิกเพราะสามารถทำให้เกิดเม็ดเลือดแดงแตก/ถูกทำลายในคนที่มีแอนติบอดี-ดีใหญ่ และได้รับเลือดอาร์เอชบวกเข้าไป

การตรวจหมู่เลือดระบบอาร์เอช

แอนติเจน-ดีใหญ่บนผิวเม็ดโลหิตแดง/เม็ดเลือดแดงเป็นตัวกำหนดว่าบุคคลนั้นจะมีหมู่เลือด อาร์เอชบวกหรืออาร์เอชลบ โดยทดสอบด้วยน้ำยาแอนติบอดี-ดีใหญ่ เม็ดโลหิตแดงที่เป็นอาร์เอชบวกส่วนใหญ่เมื่อทำปฎิกิริยากับน้ำยาแอนติบอดี-ดีใหญ่จะเกิดปฎิกิริยาจับกลุ่ม/ตกตะกอนของเม็ดโลหิตแดงให้เห็นชัดเจนทันที ถ้าเม็ดโลหิตแดงที่ทำปฎิกิริยากับแอนติบอดี-ดีใหญ่แล้วไม่จับกลุ่ม ถือว่าบุคคลนั้นเป็นอาร์เอชลบ (ไม่มีแอนติเจน-ดีใหญ่)

ประโยชน์ของการตรวจหมู่เลือดเอบีโอและอาร์เอช

ประโยชน์ของการตรวจหมู่เลือดเอบีโอและหมู่เลือดอาร์เอชคือ

1. เป็นลักษณะจำเพาะที่พบบนเม็ดโลหิต/เม็ดเลือดทำให้แต่ละบุคคลทราบชนิดหมู่เลือดของตนเอง

2. เป็นหมู่เลือดหลักทื่ใช้ในการพิจารณาหาเลือดที่เหมาะสมและเข้ากันได้กับผู้ป่วยที่ต้องได้รับเลือดเพื่อการรักษาภาวะผิดปกติของร่างกาย เพื่อไม่ให้เกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง) จากการได้รับเลือด

3. การที่สามารถตรวจและทราบชนิดของหมู่เลือดเอบีโอและหมู่เลือดอาร์เอชจะเป็นประโยชน์ในการวินิจฉัยและป้องกันภาวะที่หมู่เลือดแม่และลูกเข้ากันไม่ได้ที่อาจทำให้เม็ดเลือดแดงของลูกถูกทำลายโดยแอนติบอดีจากแม่ได้

4. หมู่เลือดมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยการควบคุมของยีน/จีนจึงใช้เป็นหลักฐาน พิสูจน์ทางนิติเวชถึงความเป็นพ่อแม่ลูกกันได้และใช้ศึกษาการสืบเชื






http://haamor.com/th/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94/


โดย: มิส  สุพัตรา    มหายศ
งาน: กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://haamor.com/th/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94/

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 2 ครั้ง