[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

เด็กซื้อ หรือเสพสุรา หรือบุหรี่ หรือเข้าไปในสถานที่ไม่สมควร ผู้ปกครองต้องร่วมรับผิด

                         ในสภาวการณ์ปัจจุบัน สังคมไทยได้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากทำให้เกิดปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัว และปัญหาต่างๆ ที่สังคมไทยยังแก้ไขไม่ได้อีกมากมาย ซึ่งปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญ และสังคมไทยไม่ควรจะมองข้ามไปนั่นก็คือ ปัญหาการสูบบุหรี่และดื่มสุราของเด็กและเยาวชนหรือปัญหา การเที่ยวเตร่ในยามวิกาล โดยเข้าไปในสถานบริการที่มีการจำหน่ายสุราหรือบุหรี่ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าในจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปมีจำนวนทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 11.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.7 โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 15 - 24 ปี โดยอัตราเฉลี่ยของผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่มีอายุที่น้อยลงค่อนข้างมากคือ โดยเฉลี่ยเยาวชนจากที่เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 16.8 ปี ลดลงเป็น 15.6 ปี และจากการสำรวจล่าสุดพบว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 18 ปี ติดบุหรี่เกือบ 500,000 คน และเยาวชนอายุ 18 - 24 ปี ติดบุหรี่กว่า 1,500,000 คน ซึ่งเด็กและเยาวชนที่สูบบุหรี่เหล่านี้จะมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะดื่มสุราเพิ่มขึ้นด้วย จึงเห็นได้ว่า นักสูบและนักดื่มหน้าใหม่มีอายุเฉลี่ยน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งการสูบบุหรี่และการดื่มสุราเป็นสิ่งเสพติดชนิดแรกที่เด็กและเยาวชนเริ่มทดลองใช้และเป็นสื่อนำไปสู่ยาเสพติดประเภทอื่นๆ ที่ร้ายแรงยิ่งขึ้น ส่วนสาเหตุที่เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่หรือดื่มสุรามาจากสาเหตุต่างๆ หลายอย่างด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะความอยากลอง ตามอย่างเพื่อนและค่านิยมที่ไม่ถูกต้องที่เชื่อว่าการสูบบุหรี่หรือดื่มสุราเป็นการแสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชาย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมหรืออาจมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อม เช่น ถ้ามีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กเยาวชนผู้นั้นมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะสูบบุหรี่และดื่มสุราได้มาก

                           โดยที่ทราบกันทั่วไปว่าการสูบบุหรี่หรือการดื่มสุรานั้น มีผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิต ทั้งยังส่งผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกหลายด้าน เช่น ส่งผลต่อการเรียน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาชญากรรม รวมไปถึงการก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ดังเช่นพฤติกรรม ที่ปรากฏในสังคมหรือในภาพข่าวตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ที่เด็กนักเรียนไทยไม่ว่าจะชายหรือหญิงใส่ชุดนักเรียนยืนสูบบุหรี่อยู่ในที่สาธารณะ ตามห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ ป้ายรถเมล์ ท้องถนนสาธารณะทั่วไป สร้างความเสื่อมเสียแก่สถานศึกษาของตนเองและยังเป็นการแสดงออกถึงภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมในสังคม อีกทั้งยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษานั้นๆ อีกด้วย

          ดังนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔6 จึงได้บัญญัติให้ความคุ้มครองเด็กไม่ว่าจะเป็นการห้ามขาย จำหน่ายสุราหรือบุหรี่แก่เด็กหรือการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ปกครอง ในการดูแลเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีความประพฤติที่เสียหายหรือเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ดังเช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔6 มาตรา 26 (10) ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใด จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์ หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 78 และมาตรา 45 ยังได้บัญญัติ ห้ามไม่ให้เด็กซื้อหรือเสพสุราหรือบุหรี่ หรือเข้าไปในสถานที่เฉพาะเพื่อการจำหน่ายหรือเสพสุราหรือบุหรี่ หากฝ่าฝืนพนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีหนังสือเรียกผู้ปกครองมาร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือ ว่ากล่าวตักเตือน ให้ทำทัณฑ์บน หรือมีข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับวิธีการและระยะเวลาในการจัดให้เด็กทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ โดยอาจวางข้อกำหนดเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กมีความประพฤติที่เสียหาย หรือเสี่ยงต่อการกระทำผิด โดยให้ผู้ปกครองต้องปฏิบัติ ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง นั่นคือ ผู้ปกครองต้องให้การระมัดระวังดูแลไม่ให้เด็ก เข้าไปในสถานที่หรือท้องที่ใดอันจะจูงใจให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร หรือออกนอกสถานที่อยู่อาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นหรือไปกับผู้ปกครอง หรือระมัดระวังไม่ให้เด็กคบหาสมาคมกับบุคคลที่จะชักนำไปในทางเสื่อมเสีย หรือระวังดูแลไม่ให้เด็กกระทำการใดอันเป็นเหตุให้เด็กประพฤติเสียหาย โดยหากปรากฏว่าผู้ปกครองฝ่าฝืนไม่ให้การระมัดระวังดูแลเด็กดังกล่าว หรือมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบ แก่เด็กอีก นอกจากผู้ปกครองอาจถูกพนักงานเจ้าหน้าที่เรียกมาว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ยังอาจถูกเรียกมา ทำทัณฑ์บนและให้วางเงินประกันไว้เป็นจำนวนเงินตามสมควรแก่ฐานานุรูป ภายในกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี ถ้ายังกระทำผิดทัณฑ์บนซ้ำอีกคือ ไม่ให้การระมัดระวังดูแลเด็กหรือให้การเลี้ยงดูโดยมิชอบแก่เด็กอีก ก็อาจถูกริบเงินประกันได้ ตามมาตรา 39 โดยในส่วนตัวเด็กเองนั้น ถ้ายังเป็นนักเรียนก็มีหน้าที่ที่ต้องประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาและตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔6 ซึ่งตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บนและจัดให้เด็กทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ 2 ได้กำหนดให้เด็กซึ่งเคยถูกว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ถ้ายังซื้อหรือเสพสุราหรือบุหรี่ หรือเข้าไป ในสถานที่เฉพาะเพื่อการจำหน่ายหรือเสพสุราหรือบุหรี่อีก ต้องมาทำทัณฑ์บนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าจะไม่กระทำการดังกล่าวนั้นขึ้นอีก หากเด็กฝ่าฝืนทัณฑ์บนเด็กนั้นก็จะต้องทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ทำความสะอาดสถานที่สาธารณะ ทำงานในห้องสมุด ดูแลเด็กพิการ คนเจ็บป่วย หรือคนชรา เป็นต้น
 
          จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงเห็นได้ว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ควรประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและช่วยกันดูแลระมัดระวัง ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่บุตรหลานของตน รวมทั้งสังคมไทย ควรร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหา โดยการสร้างค่านิยมที่ดีงามถูกต้องให้เด็กและเยาวชนห่างไกลจากบุหรี่ และสุราหรือสารเสพติดอื่นๆ เพื่อเด็กและเยาวชนไทยจะได้เติบโตเป็นอนาคตที่ดีของชาติต่อไป
 
                                                                                                                                                                                                                                                              ป้องกันความเบี่ยงเบนของวัฒนธรรม
โดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม

 






เด็กซื้อ หรือเสพสุรา หรือบุหรี่ หรือเข้าไปในสถานที่ไม่สมควร ผู้ปกครองต้องร่วมรับผิด


โดย: มิส  ณิชกานต์    ดวงแก้ว
งาน: กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: https://www.m-society.go.th

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 11 ครั้ง