[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

สอนอย่างเข้าใจเด็ก
 


ภาย ใต้สังคมสมัยใหม่ พ่อกับแม่มีเวลาอยู่กับลูกๆ น้อยลง ช่องว่าแห่งความเข้าใจภายใต้ความรักความปรารถนาดีระหว่างพ่อแม่กับลูกห่าง กันมากขึ้น พ่อกับแม่สมัยใหม่จะบอกว่าเด็กสมัยนี้บอกยากสอนยาก พูดไม่รู้เรื่อง เมื่อตั้งสมมติฐานแบบนี้ก็จะปฏิบัติต่อลูกอย่างไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ สั่งสมปัญหาทางด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น เมื่อเด็กเหล่นี้ออกจากครอบครัวไปสู่โรงเรียนเพื่อเริ่มต้นชีวิตของการเป็น นักเรียนตัวน้อยๆ ในโรงเรียน ไปอยู่กับครูที่เป็นคนอื่นไม่ใช่คนในครอบครัวซึ่งแน่นอนว่า พื้นฐานความรักและความปรารถนาดีย่อมน้อยกว่าพ่อแม่อย่างแน่นอน และเวลาที่ครูจะมีให้กับเด็กแต่ละคนย่อมน้อยกว่าพ่อแม่ เพราะครูหนึ่งคนจะต้องดูแลเด็กเป็นจำนวนหลายสิบ หลายร้อยคน ดังนั้นวิธีการเทคนิค และความเข้าใจเท่านั้นที่ครูจะใช้ในการสอนเด็กเพื่อให้เขาเติบโตไปเป็น ผู้ใหญ่ที่เก่ง ดี และมีความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าด้วยข้อมูล ข่าวสาร และองค์ความรู้ที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน มากจนกระทั่งเรามองไม่เห็นว่าเราควรจะสอนเด็กอย่างไรดี จึงจะมั่นใจได้ว่าเราได้เดินมาถูกทาง ดังนั้นผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวทางบางประการสำหรับการสอนเด็กอย่างเข้าใจ ดังนี้
 

  1. อารมณ์และความรู้สึกบางประการเป็นอุปสรรคที่กีดขวางการเรียนรู้ของเด็ก ครูจะต้องจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น การยอมรับความรู้สึกของเด็กเป็นสิ่งสำคัญ เช่น เด็ก บอกว่า "หนังสือเล่มนี้มีศัพท์ยากเกินไป" แต่ครูปฏิเสธว่า "ไม่จริงหรอกมีแต่คำศัพท์ง่ายๆ เธออ่านเก่งจะตาย" การปฏิเสธความรู้สึกทำให้เด็กท้อแท้ได้ง่ายที่สุด การยอมรับ เช่น "อืม เล่มนี้ค่อนข้างยาก แต่ไม่เป็นไร เรามาดูไปพร้อมๆ กันดีไหม" เด็กจะมีความรู้สึกว่าครูเข้าใจเขาและพร้อมที่จะเรียนไปกับครูมากขึ้น ครูควรหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์การเปรียบเทียบเด็กกับนักเรียนคนอื่นๆ เพราะนักเรียนมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว


  2. ความเครียด เป็นสิ่ง หนึ่งที่เด็กนักเรียนในปัจจุบันต้องแบกรับภาระ ทั้งจากสังคมและความคาดหวังของพ่อแม่ พ่อแม่และครูพยายามและยัดเยียดให้เด็กได้มองเห็นความสำคัญของอนาคตที่ดี ในขณะที่เด็กมองไม่เห็น วัยของเขายังไม่ต้องคาดหวังถึงชีวิตที่ดีในอนาคต เขาถึงพอใจที่จะมีความสุขกับปัจจุบันครูและพ่อแม่พึงระลึกเสมอว่า ขอเพียงทำให้ดีที่สุดในปัจจุบันอนาคตก็เป็นผลพลอยได้ ปัญหาความเครียดทำให้เด็กต่อต้านครู พ่อแม่ ไม่ยอมให้ความร่วมมือในขณะที่ครูก็ออกคำสั่งให้ทำโน่น ทำนี่ ห้ามทำโน่น ทำนี่ วุ่นวาย เด็กเกิดการต่อต้านมากขึ้น ครูต้องใช้การอธิบายชี้ให้เด็กเห็นปัญหาแทนคำสั่ง เช่น ครูออกคำสั่ง "เด็กๆ หยุดเล่น หยุดวุ่นวายได้แล้ว กลับเข้าห้องเดี๋ยวนี้" ทำให้เด็กต่อต้านและไม่รับผิดชอบเพราะมองไม่เห็นปัญหา แต่ถ้าหากครูบอกว่า "เด็กๆ เสียงของพวกเราดังไปถึงห้องอาจารย์ใหญ่เลย อาจารย์กำลังมีแขกมาเยี่ยมเรา ครูรู้สึกอายเขาจัง" ลักษณะของการพูดและการปฏิบัติดังกล่าวจะช่วยให้เด็กเกิดแรงจูงใจที่จะแสดง ความรับผิดชอบมากขึ้น การพูดดังกล่าวอาจจะใช้ภาษากายประกอบด้วย ดังนั้นการที่จะให้เด็กร่วมมือกับครูมากขึ้น ครูใช้เทคนิคการอธิบายให้เห็นปัญหาการให้ข้อมูลกับเด็ก การเสนอทางเลือกให้เด็กตัดสินใจการใช้ภาษากาย การแสดงอารมณ์ความรู้สึกของครู

     

  3. วินัยและความรับผิดชอบ เป็น สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่และคุณครูในปัจจุบันรายงานว่า เป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจ เรามักคิดว่าการลงโทษจะทำให้เด็กมีวินัย และความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดถนัดเด็กจะเห็นว่าถ้าตัวเองมีอำนาจการทำโทษคนอื่นก็จะ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทำให้การปลูกฝังวินัยในเด็กเป็นเรื่องที่ยาก อย่าลืมว่าการลงโทษไม่ได้หยุดการกระทำผิดแต่เป็นเพียงการสงบลงชั่วคราวของ พฤติกรรมนั้นการลงโทษทำให้เด็กระมัดระวังตัวมากขึ้น การตี ตบหน้า ทำให้อาย ตัดสิทธิ์ กลายเป็นเรื่องที่ล้าสมัยและไม่มีประสิทธิภาพในการฝึกเด็กให้มีวินัยและความ รับผิดชอบ ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะว่า การฝึกให้เด็กรับผิดชอบควรใช้การเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แทนการแสดง ความรู้สึกไม่เห็นด้วยของครู การแสดงให้เห็นว่าครู คาดหวังอย่าไรในตัวเด็ก เสนอทางเลือก เช่น "หากหนูไม่ทำการบ้านหนูก็ไม่มีสิทธิ์ไปเล่นเกมในช่วงนันทนาการ" หรือบางครั้งใช้การปล่อยให้เด็กได้รับรู้ผลจากการกระทำของตนเองแทน เช่น "ครูให้โอกาสหนูมาแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรเป็นของคนอื่น" "ลูกทำแก้วน้ำเพื่อนแตก พ่อรู้ว่าลูกไม่ได้ตั้งใจ แต่เพื่อนเดือดร้อนต้องเอาเงินเก็บของลูกไปซื้อแก้วแทนเพื่อนและบอกเพื่อน ด้วยว่าลูกเสียใจ"


  4. ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการส่งเสริมให้เกิดขึ้นในเด็กนักเรียน แม้ว่าความคิดสร้างสรรค์จะมีมากในวัยเด็ก แต่หากไม่รดน้ำ พรวนดิน ต้นไม้แห่งความคิดสร้างสรรค์ก็จะค่อยๆ ตายไปทีละน้อยๆ อย่างน่าเศร้าใจ ครูหลายคนอาจจะมองข้ามว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญ การมองเช่นนี้ปิดโอกาสการพัฒนาความคิด สร้างสรรค์สำหรับเด็กนักเรียนไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นในห้องเรียนไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นในห้องเรียนและครูใช้การตัดสินใจด้วยตนเองในการแก้ไขปัญหาใช้คำสั่ง ใช้ในการตัดสินใจด้วยตนเองในการแก้ไขปัญหาใช้คำสั่งใช้แนวทางสำเร็จรูปต่างๆ ที่ครูคิดว่าเหมาะสมสิ่งต่างๆ เหล่านี้กลายเป็นกับดักปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เมื่อ มีปัญหาเกิดขึ้นครูควรใช้ปัญหานั้นๆ ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยฟังความรู้สึกและความ ต้องการของนักเรียน สรุปแนวความคิดของนักเรียน ครูแสดงความรู้สึกและความต้องการของครู และชักชวนให้เด็กๆ ระดมความคิดร่วมกันเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น บันทึกความคิด ทังหมดโดยไม่ต้องประเมินผลจากนั้นจึงให้เด็กๆ ช่วยกันเลือกว่าจะใช้แนวทางใดในการแก้ไขปัญหานั้น มันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับครูการฝึกฝนบ่อยๆ จะช่วยให้ครูมองเห็นแนวทางได้มากขึ้น อย่าลืมว่าปัญหาที่นักเรียนกระทำ ครูอย่าด่วนพยายามไข หากครูรีบร้อนหรือกระวนกระวายใจ ให้ลองหยุดคิด ทำให้สมาธิให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยๆ ดำเนินการไปตามขั้นตอน ในที่สุดก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย


  5. การชมเชยเด็ก เรื่อง นี้หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ว่ากันว่าธรรมชาติคนไทยชมคนไม่ค่อยเป็น แต่ตำหนิเก่งยิ่งนัก อาจจะฟังดูเป็นเรื่องตลกร้าย การชมด้วยการประเมินมักจะทำให้เด็กอึดอัด บางครั้งเลยพยายามแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามเพื่อให้ทุกคนเห็นว่า ครูประเมินเขาผิด การชมจึงควรใช้การอธิบายแทนการประเมินตัวเด็กโดยตรง การชมครูต้องชมสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยไม่มีเวลามาเป็นเงื่อนไข ครูต้องใช้ภาษากายร่วมกับการแสดงความรู้สึกไปด้วยพร้อมกัน เช่น "ครูรู้สึกภาคภูมิใจกับเพลงยอดเยี่ยมที่เธอล่นในวันนี้" จะเห็นว่าเราแสดงการชมเชยด้วยการอธิบายว่า เราเห็นอะไรแทนการบอกว่า "เธอเล่นดนตรีไม่เก่งมาก"


  6. การวิจารณ์ แม้ว่าบางครั้งจำเป็นต้องใช้แต่ก็เป็นทางเลือกในอันดับท้ายๆ ที่ครุควรทำ มีทางเลือกมากมายแทนการวิจารณ์โดยตรง ทางเลือกก็คือ การให้ข้อมูลหรือการอธิบายสิ่งที่ครูพบเห็นกับเด็กโดยตรงอธิบายหรือพูดถึง ความรู้สึกของครูต่อปัญหาหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแทนการวิจารณ์ไปที่ตัว เด็กโดยตรง เช่น "ครูรู้สึกว่ามันขัดๆ ในบทกลอนนี้ มันน่าจะแก้ไขตรงบรรทัดที่สามเสียหน่อยดีไหม" แทนการบอกว่า "เธอแต่งกลอนได้ไม่เพราะเลย ไปแต่งมาใหม่" แต่หากจำเป็นที่จะต้องวิจารณ์ เนื่องจากหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นไม่ได้หรือนึกถึงหนทางไม่เจอ การวิจารณ์เราจะวิจารณ์ที่ตัวพฤติกรรมของเด็กโดยตรง หรือการให้ข้อมูลกับเขาว่าเราเห็นอะไรแทนการวิจารณ์ที่บุคลิกภาพ เช่น "ครูว่าหนูใส่กระโปรงสั้นไปนะ" แทนการบอกว่า "ครูว่าเธอแก่แดด" เมื่อวิจารณ์แล้วครูต้องให้ทางเลือกหรือข้อเสนอแนะเพื่อให้เด็กได้ทราบว่า เขาควรจะต้องทำตัวอย่างไร สิ่งที่ถูกต้องหรือสิ่งที่ควรแก้ไข

สิ่ง ที่สำคัญประการหนึ่งในการสอนเด็ก คืออย่าพยายามตีตราเด็กว่าเป็นแบบโน้น แบบนี้การตีความเท่ากับผลักไสเด็กไปเป็นคู่กรณีกับครู ทำให้เด็กมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมที่ครูตีตรา ครูจะต้องพยายามมองหาโอกาสที่จะให้เด็กได้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของตัวนักเรียน เอง สอนให้เขาได้รู้บทบาท และภาพของตัวเองที่แตกต่างไปจากเดิม ครูต้องให้เด็กได้ยินว่าครูพูดถึงเขาในทางบวก อาจจะได้ยินโดยตรงหรือได้ยินจากคนอื่น ให้นักเรียนได้เห็นถึงความสำเร็จในอดีตของนักเรียนเอง และครูควรใช้ประโยชน์จากจุดเด่นนี้ให้ได้ย่อมแสดงว่าเขามีพรสวรรค์ที่ดี เขาเพียงแต่ขาดโอกาสและการสนับสนุนจากครูที่เข้าใจเขาอย่างแท้จริงเท่านั้น เอง
 

 


การสอนแม้ ว่าจะมีหลักการที่ดี แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ที่ครูจะต้องใส่อยู่มากมาย หลักการเป็นเสมือนเส้นทางหลัก แต่การไปให้ถึงจุดหมายขึ้นอยู่กับเราว่าเราได้ใช้ความระมัดระวัง ในการขับขี่มากน้อยเพียงใด เราตั้งใจ รัก และปรารถนาดีต่อเด็กนักเรียนของเรามากน้อยเพียงใด เหล่านี้เป็นคำถามที่พ่อแม่ ครูพี่เลี้ยง หรือคนที่เกี่ยวข้องกับการสอนเด็กจะต้องตอนคำถามตัวของตัวเอง
 

โดย.... ดร. รังสรรค์ โฉมยา
ที่มาข้อมูล : กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2553





สอนอย่างเข้าใจเด็ก


โดย:
งาน: งานบริหารงานฝ่ายวิชาการ
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วารสารวิชาการ ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2553

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 1

อ่าน 182 ครั้ง