[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ลดดอกเบี้ยนโยบาย มีผลอย่างไร จะกระทบกับเงินของเราไหม

ลดดอกเบี้ยนโยบาย มีผลอย่างไร จะกระทบกับเงินของเราไหม ?

เมื่อได้ยินข่าวที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% มาอยู่ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งถือเป็นการปรับดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ก็ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จะมีผลกระทบอะไรกับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นลองไปทำความเข้าใจกัน

ดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง และเป็นเครื่องมือหลักในการส่งสัญญาณนโยบายการเงิน โดยมีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลดอกเบี้ยนโยบายให้เป็นไปภายใต้กรอบของเงินเฟ้อไม่ให้เกิน 3% เพื่อที่จะควบคุมปริมาณเงินในระบบให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องใช้ "ดอกเบี้ยนโยบาย" ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่าควรอยู่ที่เท่าไร ตามแต่ละสถานการณ์ เช่น 

          - ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา แบงก์ชาติจะประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อให้นโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น กระตุ้นให้คนถอนเงินไปจับจ่ายใช้สอย หรือนำเงินไปลงทุนมากขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว 
          - ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไป เงินเฟ้อสูง ข้าวของแพง แบงก์ชาติก็จะประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อลดปริมาณเงินในระบบลง จูงใจให้ประชาชนออมเงินมากขึ้น ก็จะทำให้การใช้จ่ายในครัวเรือนลดลง เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น คนขอสินเชื่อน้อยลง การลงทุนต่าง ๆ ก็จะลดลง จึงช่วยชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อลดลงได้
          ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยของไทยสูงเกินไป ยังไปสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจนำเงินออมมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนของไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนในระยะสั้น และไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม 

เหตุผลที่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุด
          ในการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 โดยให้มีผลทันทีนั้น ทาง กนง. ให้เหตุผลว่า....

          - เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ และต่ำกว่าระดับศักยภาพ

          - การส่งออกสินค้าหดตัว และส่งผลกระทบถึงการใช้จ่ายภายในประเทศ
          - ปริมาณการค้าโลกชะลอตัวลง จากการกีดกันทางการค้าของประเทศใหญ่ที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ส่งผลต่อการส่งออกของไทย
          - ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตลดลง
          - การบริโภคในประเทศลดลงตามรายได้ของครัวเรือนนอกภาคเกษตร และการจ้างงานที่ปรับลดลง
          - หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
          - การลงทุนของภาคเอกชนยังชะลอตัว
          - อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมาย เพราะราคาพลังงานลดลงเร็ว
          - การใช้จ่ายภาครัฐจะขยายตัวต่ำเพราะงบประมาณ 2563 ออกล่าช้า
          ด้วยเหตุนี้จึงต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศ พร้อมทั้งช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งมีผลต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกด้วย

ลดดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้างไหม ? 
          นอกจากจะมีผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจไทยแล้ว การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายก็อาจส่งผลต่อคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง ดังนี้
* ดอกเบี้ยเงินฝาก  อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับคนที่ชอบเก็บเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อ กนง. ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารตามไปด้วย ทำให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากน้อยลง
          พูดง่าย ๆ ก็คือ เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลง จะทำให้คนไม่ค่อยอยากฝากเงินในธนาคาร หรืออาจถอนเงินจากธนาคารแล้วไปลงทุนสินทรัพย์อื่น ๆ แทน เช่น ตลาดหุ้น ทองคำ ฯลฯ เพราะได้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
* คนกู้บ้าน-ขอสินเชื่อบ้าน  ข้อนี้เป็นข่าวดีสำหรับคนที่กำลังจะขอสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน เพราะเมื่อธนาคารปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ก็ต้องปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ด้วยเช่นกัน เพื่อรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยไว้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อต่าง ๆ ถูกลง คนทั่วไปก็จะกล้าเข้าไปขอสินเชื่อเพิ่มขึ้น
* นักลงทุนและผู้ประกอบการ เช่นเดียวกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ผู้ประกอบการที่กู้เงินมาลงทุนอยู่ก็จะจ่ายดอกเบี้ยถูกลง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือสำหรับผู้ประกอบการที่คิดจะขยับขยายธุรกิจ หรือคนทั่วไปที่อยากเปิดกิจการใหม่ ก็สามารถใช้จังหวะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง รีบขอสินเชื่อมาทำธุรกิจในช่วงนี้ก็ได้เช่นกัน ทำให้ธุรกิจขยายตัว ภาคเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ 
* ผลตอบแทนพันธบัตร ทั้งพันธบัตรและตราสารหนี้จะให้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะปรับลดลงเช่นเดียวกับดอกเบี้ยเงินฝาก
* ราคาสินค้าการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำลงเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง เพราะทำให้คนนำเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยหรือลงทุนมากขึ้น แต่หากถึงจุดที่ราคาสินค้าแพงเกินไป เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากเกินไป แบงก์ชาติก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นวัฏจักรตามนี้
          เมื่อราคาสินค้าแพง (เงินเฟ้อสูง) > แบงก์ชาติจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย > ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง > ราคาสินค้าถูกลง (เงินเฟ้อต่ำ) > แบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ > คนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสูง 
* ค่าเงินบาท จะสังเกตเห็นว่าก่อนแบงก์ชาติประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมาพอสมควร เนื่องจากเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้ามา ดังนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้เงินลงทุนต่างชาติไหลออกไปยังประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกดีขึ้น เพราะในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า ราคาสินค้าไทยจะดูแพงขึ้นในสายตาต่างประเทศ แต่เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง ต่างชาติจะมองว่าสินค้าไทยมีราคาถูกลง

* ตลาดหุ้น หุ้นบางกลุ่มก็มีแนวโน้มจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้เช่นกัน เพราะเมื่อคนมองว่าการฝากเงินในธนาคาร หรือซื้อพันธบัตรไม่น่าสนใจอีกต่อไป ก็อาจนำเงินเข้ามาในตลาดหุ้นแทน ซึ่งหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบายก็คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มก่อสร้าง กลุ่มลิสซิ่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพราะภาคเอกชนจะกลับมาลงทุนมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มส่งออก ที่จะได้รับผลดีจากเงินบาทอ่อนค่าลง ขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และสายการบิน อาจจะเสียประโยชน์จากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ธนาคารแห่งประเทศไทยเฟซบุ๊ก รู้จริงเศรษฐกิจไทย  

 

https://money.kapook.com/view213214.html






https://money.kapook.com/view213214.html


โดย: มิส  กาญจนา    ปิยศทิพย์
งาน: งานงบประมาณ การเงิน การบัญชี
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: https://money.kapook.com/view213214.html

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 4 ครั้ง