[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

การปั้นดินเหนียว

 การเตรียมเนื้อดินปั้น
         (clay bodies)

        การเตรียมเนื้อดิน หมายถึงการผสมดิน (Mixture) เข้าด้วยกัน โดยการผสมดินกับวัตถุดิบอย่างอื่น โดยมีเป้าหมายที่แน่นอน ที่จะทำผลิตภัณฑ์ชนิดใด ทั้งนี้เพื่อจะให้เนื้อดินมีคุณสมบัติที่ถูกต้องและคุณภาพที่ดี ตามความต้องการ
วัตถุดิบที่พบในธรรมชาติโดยทั่วไปมีหลายชนิด วัตถุดิบบางชนิดมีความเหมาะสมที่จะผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งชนิดใดก็ได้ โดยที่ไม่ต้องผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นให้สิ้นเปลืองเลย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าว นับว่าเป็นความเหมาะสมโดยธรรมชาติ หรือโดยบังเอิญ (Natural clay bodies)
แต่ถ้านำดินไปผสมกับวัตถุดิบอย่างอื่นหรือเนื้อดินที่แตกต่างกันดังกล่าว เพื่อต้องการปรับปรุงคุณภาพของเนื้อดินให้มีคุณสมบัติดีขึ้น เช่น การควบคุมการหดตัวของดิน (Shrinkage) การเพิ่มความเหนียวในเนื้อดิน (Plasticity) ต้องการผลิตภัณฑ์ชนิดสีขาว (White ware bodies) ต้องการความโปร่งแสง (Translucent) ต้องการผลิตภัณฑ์ชนิดเนื้อหยาบหรือละเอียด หรือผลิตภัณฑ์ชนิดที่ทนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเภทภาชนะตั้งไฟ (Thermal properties) เหล่านี้เป็นต้น ต้องมีการเตรียมและทดสอบเนื้อดินทุกครั้ง เพื่อความเหมาะสมดังกล่าว

     วัตถุประสงค์การเตรียมเนื้อดิน
     โดยธรรมดาแล้วในทางปฏิบัติ เราถือกันว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง การเตรียมดิน การขึ้นรูป การเผาดินและเคลือบ ตลอดจนการตกแต่งด้วยสี ตามลำดับ ผู้ผลิตจำเป็นต้องวางหลักการอันแน่นอนว่าจะทำผลิตภัณฑ์ประเภทใด ชนิดใด และปรับปรุงคุณสมบัติอย่างไร จึงจะเหมาะสม วัตถุประสงค์ในการเตรียมเนื้อดิน (Clay bodies) มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 
     1. เพื่อต้องการปรับปรุงสีของเนื้อดิน
     2. เพื่อต้องการให้เนื้อดินมีความเหนียวมากขึ้น หรือต้องการความเหนียวไม่มากนักเช่น 
การขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนต้องการเนื้อดินที่มีความเหนียวมาก เป็นต้น
     3. เพื่อต้องการควบคุมการหดตัวของเนื้อดิน เพื่อให้แตกร้าวและบิดงอ
     4. เพื่อต้องการลดอุณหภูมิของเนื้อผลิตภัณฑ์ไม่ให้สูงมากนัก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย
     5. เพื่อต้องการให้เนื้อดินมีความเหมาะสมกับน้ำเคลือบ ซึ่งจะทำให้เคลือบไม่ราน

     กระบวนการทำผลิตภัณฑ์ Earthen ware 
     1. การเตรียมเนื้อดิน
การหมักดิน เมื่อขุดดินมาจากแหล่งดินแล้วจะนำดินมาผสมกันในอัตราส่วนดินเหนียวมาก 2 ส่วน ดินเหนียวน้อย 1 ส่วน แขกเศษไม้ เศษหินออกรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปหมักในหลุมขนาด 1x1 เมตร ลึก20 ชม.โดยใช้เวลาหมัก 24 ชั่วโมงอย่างน้อย


ภาพที่4.1 การนวดดินด้วยมือแบบก้นหอย (ที่มา:http://images.google.co.th)

     การนวดดิน นำดินเข้าเตรียมนวด และเครื่องนวดก็จะรีดดินออกมา เป็นท่อนๆ (ในสมัยโบราณการนวดดินจะใช้หนังควายหรือไม้กระดานทับบนเนื้อดิน ช่างนวดจะใช้เท้าเหยียบไปมาจนกว่าเนื้อดินจะเข้ากัน) หลังจากนั้นจะรีดดินเป็นท่อนๆ ขนาดยาวประมาณ 25 – 30 ชม. กว้างประมาณ 8 ชม. เรียกว่า ล่อ ซึ่งเป็นตัวกำหนดขนาดของภาชนะที่จะปั้น รดน้ำให้ชุ่มห่อพลาสติกเก็บไว้ 2 วัน (สมัยโบราณใช้ใบตอง กระสอบห่อเก็บไว้ในโอ่ง หรือไห)

ภาพที่4.2 การขึ้นรูปแบบแป้นหมุน(ที่มา:http//www.thaitambon.com)


     2. การขึ้นรูป
เครื่องมือที่ใช้ในการขึ้นรูป มีลักษณะเป็นแป้นหมุนวงกลมซึ่งเรียกว่า พะมอน ช่างปั้นและลูกศิษย์ (คนหมุนพะมอน) จะทำงานร่วมกัน โดยช่างปั้นจะนำล่อไล่รูปทรงขึ้นเรื่อยๆตามความต้องการของขนาดภาชนะในขณะที่ลูกศิษย์จะทำหน้าที่หมุนพะมอนตามจังหวะที่ช่างปั้นต้องการและสัมพันธ์กัน และตลอดเวลาการขึ้นรูปนั้น ช่างปั้นจะต้องใช้ผ้าชุบน้ำซับดินที่ขึ้นรูปเพื่อป้องกันดินแห้งโดยตลอดด้วย

     3. การตกแต่ง
ในสมัยโบราณนั้นมีรูปแบบของลายเพียงลายเดียวเท่านั้นเรียกว่า ลายตะเกียง โดยใช้ไม้ขีดลงบนภาชนะ ที่ปั้นในขณะที่พะมอนหมุน แต่ในปัจจุบันมีการเพิ่มลวดลายใหม่ตามจินตนาการของช่างปั้น ปัจจุบันแยก ออกเป็น 3 แบบคือ การขูด การฉลุและการปั้นแปะโดยการใช้น้ำโคลนของดินชนิดเดียวกัน ซึ่งเรียกว่าขี้หวี่ เป็นตัวประสานลายที่ปั้นแปะ

     4. การผึ่ง
นำภาชนะที่ขึ้นรูปเสร็จแล้วไปผึ่งที่โรงผึ่งซึ่งสร้างเป็นโรงหญ้าหลังคาคลุมถึงพื้นป้องกันลม แดด ฝน พื้นเป็นทรายใช้เวลาผึ่งตามฤดูการ ฤดูแล้ง 15 – 20 วัน ฤดูฝน 30 วัน

     5. การเผา
ในสมัยโบราณ ชาวบ้านจะขุดเตาบริเวณจอมปลวกลึกลงไปใต้ดินโดยใช้ปากปล่องจอมปลวกเป็นปล่องเตา เรียกว่า เตาทุเรียง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้เตาเผาซึ่งทำจากอิฐดิบ แต่ยังคง สภาพลักษณะของเตาเป็นแบบดั้งเดิมอยู่ เพียงแต่มีข้อแตกต่างลักษณะเดียว คือเตาเผาปัจจุบันอยู่บนผิวดิน การเผาแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนคือ แบ่งตามอุณหภูมิของไฟ
ไฟต่ำ หรือชาวบ้านเรียกว่า ลุ่ม อุณหภูมิประมาณ 0-300 องศาเซลเซียส โดยใช้ท่อนไม้ขนาดใหญ่ 3 ท่อน เผาหน้าปากเตาประมาณ 12 ชั่วโมง
ไฟกลาง หรือชาวบ้านเรียกว่า อุด อุณหภูมิประมาณ 300 – 900 องศาเซลเซียส โดยใช้ไม้เล็กๆ เผาต่อ บริเวณปากเตาประมาณ 6 ชั่วโมงสังเกตจะเห็นละอองขาวที่ปากปล่อง
ไฟใหญ่ หรือชาวบ้านเรียกว่า ลงไฟอุณหภูมิประมาณ 900 – 1,300 องศาเซลเซียส โดยใช้ไม้เผาภายในเตาประมาณ 6 ชั่วโมง
หลังจากไฟไหม้ท่อนไม้จนหมดใช้อิฐดิบหรือดินปิดปากเตาทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง จึงจะนำผลิตภัณฑ์ออกจากเตาได้


ภาพที่ 4.3 ผลงานที่น่าภูมิใจ (ที่มา:http//www.thaitambon.com)
เนื้อดินปั้นชนิดต่างๆ


     การเตรียมเนื้อดินปั้น มีมากมายหลายชนิด บางชนิดต้องเผาในอุณหภูมิสูง แต่บางชนิดเผาในอุณหภูมิไม่สูงมากนัก การกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ การเตรียมดินชนิดต่างๆ ตามต้องการเช่น


ภาพที่ 4.4 เนื้อดินเอิทเท่นแวร์ Earthen ware (ที่มา: http://www.thaitambon.com)

     คุณสมบัติของเนื้อดินชนิดเอิทเท่นแวร์ (Earthen ware)
     เนื้อดินเอิทเท่นแวร์ เป็นผลิตภัณฑ์เผาในอุณหภูมิไม่สูงมากนัก อุณหภูมิไม่เกิน 1190 ๐C cone 6) เนื้อดินจะมีความพรุนตัวบ้าง ใช้ดินเหนียวธรรมดาที่พบทั่วไป ผสมทรายหรือดินเชื้อบ้าง เพื่อแก้ปัญหาการแตกร้าว ดินชนิดนี้ขึ้นรูปด้วยแป้นหมุน (Throwing) นับว่าเหมาะดี ดินชนิดนี้ส่วนมากมีเปอร์เซ็นต์ของเหล็กสูง มักจะเป็นสีแดง สีน้ำตาลอ่อนหรือเข้ม และมีความทนไฟไม่สูงมากนัก
การเตรียมดินปั้นชนิดเอิทเท่นแวร์ ตามธรรมดา พวกทำเครื่องปั้นดินเผา มักนิยมใช้ดินในท้องถิ่นของตน สะดวกแก่การนำมาผลิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดี สิ่งจำเป็นที่ควรทดสอบในขั้นแรก คือการทดสอบการหดตัว ของดิน การดูดซึมน้ำ ตลอดจนความเหนียวซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตทราบอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำผลิตภัณฑ์นั้นๆ วิธีการปรับปรุงเนื้อดิน ควรมีหลักเกณฑ์
     1. ถ้าเป็นดินที่นำมาผลิต มีความทนไฟสูง ซึ่งจะทำให้เนื้อดินมีความแข็งแกร่งไม่เพียงพอ ควรเติมวัตถุดิบประเภทที่ช่วยหลอมละลายลงไปบ้าง (Flux) เช่น เหล็กอ๊อกไซด์ ทัลด์ (Talc) หรือฟริต (Frit) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวได้
     2. ถ้าเป็นหินชนิดที่มีจุดหลอมตัวต่ำ ผลิตภัณฑ์ส่วนมากจะมีรูปบิดเบี้ยว งอโค้ง ทำให้เสียรูปทรงไม่น่าใช้ ควรเติมวัตถุดิบชนิดที่มีความทนไฟสูงขึ้น เช่น ดินขาว (Kaolin) ดินสโตนแวร์ (stone ware) หินฟริ้น (Flint) ดินเชื้อ (Grog) และประเภทดินทนไฟ
3. ถ้าดินมีความเหนียวมาก การหดตัวของดินมีมากเช่นกัน ทำให้มีการแตกร้าวมาก ควรเติมวัตถุดิบ ประเภทที่ไม่มีความเหนียว เช่นดินขาว (Kaolin) หินแก้ว (Flint) ดินเชื้อ
     4. ถ้าดินไม่เหนียว ยากแก่การขึ้นรูปทรง ควรเติมวัตถุดิบที่มีความเหนียวเช่น ดินบอลเคล์ (Ball clay) ดินเบนโทไนท์ (Bentonite) 
     5. ถ้าสีของเนื้อดินไม่เหมาะหรือเป็นที่พอใจ วิธีแก้ไขอาจเติมประเภทอ๊อกไซด์มากน้อยจะทำให้เกิดสีต่างๆ ตามความต้องการ

ภาพที่ 4.5 เนื้อดินสโตนแวร์ Stone ware (ที่มา: http://www.thaitambon.com)

     เนื้อดินปั้นชนิดสโตนแวร์ (Stone ware)
     เป็นเนื้อดินที่เผาถึงจุดสุกตัว (vitious) ส่วนใหญ่เป็นสีเทาอ่อน สีเทาเข้มสีน้ำตาล อุณหภูมิที่ใช้ในการเผาประมาณ 1190-1390 ๐C (cone 6-14) มีคุณลักษณะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ น้ำและของเหลวไหลซึมไม่ได้ เนื้อดินชนิดสโตนแวร์ เผาไฟสูงมาก (higher heat) เนื้อดินมีความเหนียวดีมาก และค่อนข้างหยาบ วัตถุดิบส่วนใหญ่ดั้งเดิมใช้ดินตามแหล่งธรรมชาติ มักเป็นสีค่อนข้างแรง
การเตรียม – ผลิตภัณฑ์สโตนแวร์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เผาไฟในอุณหภูมิค่อนข้างสูง มีผู้เตรียมขึ้นเอง และนิยมใช้หินฟันม้า (Feldspar) เป็นส่วนผสมช่วยให้เกิดหลอมละลาย (flux) และช่วยให้ช่วงการเผายาว (Long riring range) ได้ดี บางชนิดเนื้อดินใช้ดินเชื้อ (Grog) ผสมลงไปบ้าง ถ้าไม่มีดินประเภทสโจนแวร์เคล ส่วนผสมของเนื้อดินโดยใช้ดิน Kaolin ดินบอลเคล หินฟันม้า หินแก้ว และอ๊อกไซด์ของเหล็ก ซึ่งทำไห้เกิดสีน้ำตาล เหมือนธรรมชาติ
เนื้อดินสโตนแวร์ดูดน้ำประมาณ 3 เปร์เซ็นต์เป็นอยางมาก ฉะนั้นของเหลวจะไม่ไหลซึมผ่านได้เลย

     ตัวอย่างเนื้อดินปั้นชนิดสโตนแวร์ เผาในอุณหภูมิ 1225 – 1250๐C (cone 8 – 10 ) ตามส่วนผสมต่างๆ


ตารางที่4.1 อัตราส่วนผสมของเนื้อดินสโตนแวร์

ภาพที่ 4.6 ผลิตภัณฑ์เนื้อดินสโตนแวร์ที่ได้พัฒนาอีกขั้นหนึ่ง 
(ที่มา: http://www.thaitambon.com)

     เนื้อดินปั้นชนิดปอร์เลน (Porcelain) 
     เนื้อดินปั้นชนิดปอร์สเลน เป็นเนื้อดินปั้นที่เผาถึงจุดสุกตัว (Vitrious ware) เหมือนผลิตภัณฑ์สโตนแวร์ แต่เนื้อดินละเอียดกว่า สีขาว มีความโปร่งแสง (Translu cent) เผาในอุณหภูมิ 1250๐C ขึ้นไป (cone 9) เนื้อดินส่วนใหญ่ประกอบด้วยดินขาว (Kaolin or white clay) หินฟันม้า (Feldspar) หินแก้ว (Flint) และดินเหนียวขาว (Ball clay) ผสมกันตามสัดส่วน

ภาพที่4.7 ผลิตภัณฑ์เนื้อดินปอร์สเลน (Porcelain)(1) (ที่มา:http://www.patraporclain.com)

การเตรียมเนื้อดินค่อนข้างยุ่งยาก มีกระบวนการหลายขั้นหลายตอน และโดยเฉพาะดินขาว (Kaolin) ไม่ค่อยมีความเหนียว ซึ่งจำเป็นจะต้องหาดินชนิดอื่นเข้าช่วยผสมด้วย การทำผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ใช้วิธีหล่อในพิมพ์ (Casting)
ส่วนผสมของเนื้อดินปอร์สเลนโดยประมาณทั่วๆไป จะใช้ดินประมาณห้าส่วน หินฟันม้าประมาณสามส่วน หินแก้ว ประมาณสองส่วน แล้วนำไปผสมบดเข้าด้วยกัน จากรายการส่วนผสมดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เนื้อดินนั้นจะประกอบด้วยดินขาว (Kaolin) กับดินบอลเคล (Boll clay) ซึ่งจะช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์สีขาว และมีความเหนียวพอขึ้นรูปได้ หลักการสำคัญอยู่ที่ว่า ดินที่นำมานั้นต้องล้างและบดให้ละเอียดเสียก่อน โดยผ่านเครื่องแยกเหล็ก เนื่องจากดินขาวบางแหล่งมีเปอร์เซ็นต์ของเหล็กสูง จะทำให้สีไม่ค่อยขาวนัก


ตัวอย่างเนื้อดินชนิดปอร์สเลนซึ่งเผาในอุณหภูมิ 1260 – 1285๐C (cone 10 – 11)

ตารางที่4.2 อัตราส่วนผสมของเนื้อดินปอร์สเลน

เนื้อดินปอร์เลน ถ้าเติมประเภท Whiting หรือหินโดโลไนท์ (Dolomite) ประมาณ 1 – 2 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยลดอุณหภูมิลงได้บ้าง
การนำผลิตภัณฑ์ชนิดปอร์เลนไปเผาไฟ ในลักษณะที่เป็นการเผาแบบ Oxidation เนื้อดินมักจะเป็นสีครีม ไม่ขาวมากนัก แต่ถ้าเป็นการเผาแบบ Reduction เหล็กที่มีอยู่ในเนื้อดินบ้าง จะทำให้เนื้อดินเกิดเป็นสีขาวนวล (Brillian white)
เนื้อดินชนิดปอร์สเลน ส่วนใหญ่นิยมนำไปหล่อในพิมพ์ หรือขึ้นรูปด้วยใบมีด (Jigger) การขึ้นรูปด้วยวิธีแป้นหมุน จะต้องผสมเนื้อดินให้เหนียวมากขึ้นอีกโดยเพิ่มเติมเบนโทไนท์ เนื้อดินชนิดปอร์สเลนที่ทดลอง เป็นเนื้อดินที่ขาว

     ดินขาวระนอง                              10
     ดินขาวลำปาง                               20
     ดินขาวเหนียวสุราษฏร์ธานี             26
     หินฟันม้า                                   24
     หินแก้ว                                      20



ภาพที่4.8 ผลิตภัณฑ์เนื้อดินปอร์เลน(2) (Porcelain) (ที่มา: http://www.indybuysell.com)

ภาพที่ 4.9 ผลิตภัณฑ์โบนไซนา (Bone China) (ที่มา: htt://images.google.co.th/)

เนื้อดินชนิดโบนไซนา (Bone China)
ผลิตภัณฑ์ชนิดที่เรียกว่า โบนไซนา (Bone China) จัดอยู่ในประเภทปอร์สเลนชนิดหนึ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ปอร์สแลนที่เนื้อดินมีความละเอียดและมีความละเอียดและมีความโปร่งแสงมาก ทำจากวัตถุดิบประเภทเดียวกับผลิตภัณฑ์ปอร์สเลน แต่จะต้องมีเถ้ากระดูกผสมอยู่ด้วย ถ้ามองอย่างผิวเผินจะรู้สึกว่า โบนไซนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความบอบบางมาก แต่ความจริงผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีความแข็งแกร่งดี ทั้งๆ ที่เผาที่อุณหภูมิต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ปอร์สเลน (Porcelain)
โบนไชนา ทำขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษ โดย Josiah Spode ในปี ค.ศ. 1794 เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไป ในปัจจุบันโรงงานหลายแห่งทั้งในอังกฤษ สวีเดน รัสเซียและอเมริกา ผลิตเครื่องถ้วยชาม และชุดน้ำชา กาแฟ โดยใช้เนื้อดินปั้นโบนไชนา สำหรับประเทศทางตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน ได้ทำการผลิตโบนไชนา สำหรับประเทศทางตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น จีน ได้ทำการผลิตโบนไชนาเช่นกัน นอกจากทำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ยังทำเป็นพวกเครื่องประดับ และเครื่องตกแต่ง สินค้าพวกนี้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นสีขาวชั้นสูง ราคาจึงค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นๆ วัตถุดิบที่ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดโบนไชนาที่สำคัญคือ เถ้ากระดูกมากที่สุด ช่วยให้เกิดการโปร่งแสง

เนื้อดินชนิดโอเว่นพรู๊ฟ (Oveo proof bodies)
เนื้อดินที่เตรียมขึ้นเป็นพิเศษ เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดที่เกี่ยวกับภาชนะการหุงต้มโดยตรง วัตถุประสงค์เพื่อนำไปตั้งไฟให้อาหารร้อนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเนื้อดินชนิดนี้ต้องไม่แตก เมื่อถูกความร้อนหรือตั้งไฟ จะเย็นโดยทันทีก็ไม่เป็นไร ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดเอิทเท่นแวร์ ก็ได้ หลักใหญ่หรือข้อสำคัญผลิตนั้นจะไม่แตกเมื่อถูกความร้อน


 








โดย: มิส  ศากุล    ตานะเศรษฐ
งาน: กลุ่มสาระศิลปะ
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: https://sites.google.com/site/phorjan05/kar-pan-din-heniyw

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 7 ครั้ง