[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

ทำความรู้จักลมพิษจากการสัมผัสความเย็น หรือโรคภูมิแพ้อากาศหนาว

การเกิดลมพิษเมื่อสัมผัสกับความหนาวเย็น

อัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2019 รีวิวเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2019 ประมาณเวลาการอ่าน: 4 นาที
 

 

มพิษจากการสัมผัสความเย็น หรือที่เรียกกันว่า โรคภูมิแพ้อากาศหนาว เป็นโรคภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดผื่นคันหรือผื่นนูนแดงทันทีที่ผิวหนังสัมผัสความเย็น ไม่ว่าจะเป็นลมหนาว น้ำเย็น อุณหภูมิในห้องปรับอากาศ หรือสิ่งของที่เย็นจัด ซึ่งแม้ส่วนมากจะไม่มีอาการรุนแรง แต่ก็อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว และเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือในกรณีที่พบได้น้อยก็อาจนำไปสู่ภาวะแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลันที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว

ลมพิษจากการสัมผัสความเย็นคืออะไร

โรคภูมิแพ้อากาศหนาว หรือภาวะลมพิษจากการสัมผัสความเย็น จัดอยู่ในกลุ่มอาการลมพิษที่เกิดจากการสัมผัส โดยมีตัวกระตุ้นการแพ้เป็นความเย็นในรูปแบบต่างๆ เช่น อากาศเย็น อาหารหรือเครื่องดื่มเย็นๆ การสัมผัสสิ่งของเย็นจัด การว่ายน้ำในน้ำเย็น เป็นต้น

คนส่วนใหญ่ที่มีภาวะนี้มักมีอาการไม่รุนแรง มีเพียงอาการคัน แดง ผื่นลมพิษ หรือผิวบวมขึ้นหลังจากสัมผัสกับความเย็น อย่างไรก็ตาม ในบางคนอาจมีอาการแพ้แบบรุนแรงเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่า ภาวะแอนาฟิแลกซิส (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจทำให้หมดสติ ชีพจรอ่อน หัวใจเต้นเร็ว บวมตามแขนขา และมีภาวะช็อก โดยมีรายงานพบว่าผู้ป่วยโรคนี้บางคนมีความดันโลหิตต่ำ หมดสติ และช็อกหลังจากว่ายในน้ำเย็น

สาเหตุของลมพิษจากการสัมผัสความเย็น

ในปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคภูมิแพ้อากาศหนาวได้อย่างแน่ชัด ทราบเพียงว่าการสัมผัสความหนาวเย็นจะกระตุ้นการหลั่งสารฮิสตามีนและสารอื่นๆ จนทำให้เกิดอาการแดง คัน หรือเกิดปฏิกิริยาทั่วทั้งร่างกายอย่างอาการแพ้แบบรุนแรงเฉียบพลัน โดยบุคคลที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะนี้ คือ คนที่มีเซลล์ผิวหนังไวต่อตัวกระตุ้น มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ หรือป่วยเป็นโรคบางอย่าง ได้แก่ การติดเชื้อ โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรคมะเร็ง รวมถึงคนที่เคยใช้ยาบางประเภท

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นลมพิษจากการสัมผัสความเย็น

การวินิจฉัยโรคนี้ทำโดยการใช้น้ำแข็งเป็นตัวกระตุ้นเพื่อทดสอบอาการแพ้ ในขั้นตอนแรกจะใช้ก้อนน้ำแข็งสี่เหลี่ยมหรือวัตถุเย็นอื่นๆ เช่น แพ็คน้ำแข็งเทียมที่ใช้สำหรับประคบเย็น นำมาวางไว้ที่ปลายแขนนาน 10 นาทีแล้วนำออก ถ้ามีผื่นลมพิษหรืออาการบวมเกิดขึ้นภายใน 5 นาทีหลังจากนำน้ำแข็งออก แสดงว่าผลการทดสอบเป็นบวก คือมีภาวะลมพิษจากการสัมผัสความเย็นจริง โดยระยะเวลานับจากที่นำวัตถุเย็นออกจนกระทั่งเกิดผื่นนั้น สามารถบ่งบอกความรุนแรงของภาวะลมพิษที่เกิดขึ้นได้ด้วย ยิ่งเกิดผื่นเร็วเท่าไรก็ยิ่งแสดงถึงภาวะแพ้ที่รุนแรงมากกว่าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บางคนที่มีภาวะลมพิษจากการสัมผัสความเย็นบางชนิดที่แยกย่อยออกไปนั้น อาจแสดงอาการหลังจากการทดสอบแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของลมพิษนั้นๆ ได้แก่

  • ภาวะผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ คนกลุ่มนี้จะเกิดลมพิษขึ้นภายหลังจากการสัมผัสความเย็นในเวลาที่นานออกไปถึง 12-48 ชม. โดยหากทดสอบด้วยการใช้น้ำแข็งจะให้ผลบวกในเวลาถัดไปหลายชั่วโมง
  • ภาวะผื่นลมพิษแบบเดอร์มาโตกราฟิซึม เป็นลมพิษจากการสัมผัสความเย็นที่มีลักษณะเป็นรูปนูนตามรอยขีด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อออกแรงกดหรือถูบนผิวหนังที่สัมผัสความเย็น ทดสอบโดยใช้น้ำแข็งร่วมกับใช้วัตถุที่มีความทู่ เช่น ปากกา ถูลงบนผิวหนังไปด้วย
  • ภาวะผื่นลมพิษโคลิเนอร์จิก เป็นลมพิษที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีการหลั่งสารโคลิเนอร์จิกส์ ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยความเย็น คนที่มีภาวะแพ้กลุ่มนี้จะเกิดผื่นเมื่อออกกำลังกายในสภาพอากาศเย็น แต่หากออกกำลังกายในสภาวะอากาศที่อุ่นแล้วยังเกิดลมพิษ แสดงว่าเป็นภาวะลมพิษโคลิเนอร์จิกเพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิมาเป็นตัวกระตุ้นร่วมให้เกิดผื่น
  • ภาวะผื่นลมพิษจากการสัมผัสความเย็นเฉพาะที่ จะทำให้เกิดผื่นลมพิษบนผิวหนังบริเวณที่ห่างออกไปจากจุดที่สัมผัสความเย็นโดยตรง เมื่อทดสอบโดยการใช้น้ำแข็งจะเห็นเป็นผื่นขึ้นบริเวณที่ห่างออกไปจากบริเวณที่วางน้ำแข็ง                                                                       2-3 นิ้ว เมื่อผลการวินิจฉัยบ่งบอกว่าคุณเป็นลมพิษจากการสัมผัสความเย็น ขั้นตอนถัดไปก็คือการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุหรือโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดภาวะนี้ โดยอาจใช้การตรวจเลือดเพื่อสืบหาโรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาว และภาวะการติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคโมโนนิวคลิโอซิสที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี โรคไวรัสตับอักเสบ หรือโรคซิฟิลิส รวมทั้งสอบถามประวัติการใช้ยาในช่วงที่ผ่านมา เพราะมีรายงานว่าการใช้ยาบางชนิด ได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลลิน ยาคุม หรือยาต้านเชื้อราบางชนิด เช่น ไกรซิโอฟลาวิน อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดผื่นลมพิษจากการสัมผัสความเย็นได้เช่นกัน

การรักษาและควบคุมอาการลมพิษจากการสัมผัสความเย็น

แม้โรคภูมิแพ้อากาศหนาวไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่คุณก็สามารถควบคุมดูแลไม่ให้มีอาการกำเริบในฤดูหนาวได้ โดยควรใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นและปกปิดร่างกายให้มิดชิดจากลมหนาว และปรับอุณหภูมิภายในที่พักให้อยู่ในระดับอบอุ่นพอดี ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเย็นหรือการว่ายน้ำ เพราะเมื่อลมหนาวมาปะทะร่างกายขณะเปียก อาจทำให้มีอาการแพ้รุนแรงมากจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้คุณอาจควบคุมอาการแพ้ด้วยการรับประทานยาแก้แพ้ ซึ่งควรรับประทานก่อนสัมผัสอากาศหนาวหรือน้ำเย็น เพื่อป้องกันอาการกำเริบ 

การป้องกันลมพิษจากการสัมผัสความเย็น

คุณสามารถป้องกันการเกิดลมพิษชนิดนี้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสสภาพอากาศที่เย็น โดยเฉพาะการว่ายน้ำในน้ำที่มีอุณหภูมิเย็น เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพ้แบบรุนแรงเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้จมน้ำได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม และเครื่องดื่มเย็นชนิดต่างๆ หากมีประวัติอาการแพ้แบบรุนแรงควรพกยาฉีดอะดรีนาลีนชนิดเข็มพกพาติดตัวไว้เสมอ พร้อมกับบัตรคำเตือนที่ระบุว่าเป็นผู้ป่วยด้วยภาวะลมพิษชนิดนี้ 

นอกจากนี้ คุณควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัยและอาการเจ็บป่วยใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้ชนิดนี้ เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมคุ้มกัน เช่น ผลไม้หลากสีชนิดต่างๆ และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ก็จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายมีความสมดุลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งหมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของใกล้ตัวเพื่อป้องกันการติดเชื้อโรคด้วย

ที่มา : https://www.honestdocs.co/cold-urticaria






เอกสาร : 34914.pdf
https://www.honestdocs.co/cold-urticaria


โดย:
งาน: งานธุรการและข้อมูลสารสนเทศฝ่ายธุรการ-การเงิน
อ้างอิงแผนงาน : ดำเนินงานธุรการ ให้บรรลุตามเป้าหมายฝ่าย และจัดทำข้อมูลสารสนเทศของฝ่ายธุรการ-การเงิน ให้เป็นไปตามข้อกำหนดงานสารสนเทศโรงเรียน
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: https://www.honestdocs.co/cold-urticaria

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 32 ครั้ง